ความเป็นมา

สภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภาในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy)ที่สมาชิกสภามาจากการเลือกตั้งทั่วไป (General Election) มักจะตกอยู่ภายใต้การครอบงำของอำนาจทุนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้ สมาชิกสภาได้มาซึ่งอำนาจการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยอำนาจของสภาทั้งสองจึงไม่ค่อยเป็นไปตามครรลองคลองธรรม ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของมหาชน มุ่งแต่ประโยชน์ของพรรคพวกตนเป็นสำคัญนอกจากนี้สภาทั้งสองยังมีระเบียบและวิธีดำเนินงาน ที่ทำให้ชาวบ้านโดยทั่วไปไม่รู้สึกใกล้ชิดไม่อยากร่วมคิด ร่วมทำ กิจกรรมทางการเมืองจึงกลายเป็นเรื่องไกลตัวประชาชนการมีสภาธรรมาภิบาล เป็นองค์กรทางการเมืองใกล้ตัว หรือ ใกล้บ้าน คอยเป็นหูเป็นตา ให้การศึกษา ปลูกปัญญารักษาประโยชน์ของชุมชน และของชาติ ส่งเสริมการใช้อำนาจทางการเมือง จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการพัฒนาการเมืองไทย เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สามารถยังประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม ตามพระราชปณิธาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ความหมาย
ความหมายของ ธรรมมาภิบาล

“มนุษย์” เป็นผู้มีจิตใจและเป็นผู้มีเหตุผล จึงทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า สังคมมนุษย์จะอยู่ร่วมกันด้วยความสุข โดยยึดหลักเหตุผลสามารถพูดจาทำความเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องใช้ “กำลัง” เข้าแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งเช่นเดียวกับสัตว์โลกชนิดอื่นแต่ปรากฏการณ์ในสังคมโลกที่ผ่านมา ได้สะท้อนให้เห็นความบกพร่องในการควบคุมกิเลสและตัณหา ซึ่งทำให้ “คน” มีความต้องการที่เหนือความสามารถของจิตใจในการควบคุมพฤติกรรมของตนได้

สิ่งนี้ทำให้เกิดการต่อสู้ระหว่างมนุษย์เพื่อแย่งชิงทรัพยากรหรือสิ่งที่ต้องการมาโดยตลอด จนกระทั่งต้องมีองค์กรกลางและระบบที่เป็นสากล เช่น สหประชาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อใช้ควบคุมการแสวงหาประโยชน์ของมนุษย์ให้อยู่ในกรอบของการ “แข่งขัน” โดย “ไม่ต่อสู้” กันต่อมาเมื่อโลกเปลี่ยนแปลงมาถึงยุคทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งสร้างลัทธิบริโภคนิยมให้กับคนอย่างไร้ขอบเขต ทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมต่อสู้แย่งชิงทรัพยากร “เงิน” ที่สามารถสร้างความสุขให้กับตนเองและพวกพ้องอย่างไร้ความรู้ผิดชอบชั่วดี และมีการต่อสู้แม้กระทั่ง “คนในชาติเดียวกัน”พฤติกรรมที่ปรากฏขึ้นในสังคม คือ “ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก” และ “คนโง่ เป็นเหยื่อของคนฉลาด” โดยความฉลาดนั้น รวมถึง “ฉลาดแกมโกง” ด้วย ปัญหาของโลกมนุษย์จึงเกิดขึ้นมากดังที่เห็นในปัจจุบันโดยหนึ่งในพฤติกรรมเลวร้ายที่เห็นกันมากในปัจจุบัน คือ การแสวงหาประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อหวังผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่เกิดขึ้นในสังคมโลกและผลกระทบผู้มีส่วนได้เสียเลยด้วยเหตุนี้ทำให้ทุกชาติต้องหันมาสร้างคุณธรรมและจริยธรรม หรือสภาพความดีงามให้กับคนในโลก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการ “เติมความเป็นมนุษย์ให้กับคน” โดยเฉพาะ “ชนชั้นปกครอง” ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อคนในสังคม ด้วยการกำหนดระบบหนึ่งที่เรียกว่า ระบบ “ธรรมาภิบาล” (Good Governance)ระบบธรรมาภิบาลเริ่มเกิดขึ้นในวงการธุรกิจเมื่อประมาณ ๒๐ ปีมาแล้วภายใต้ชื่อว่า Corporate Governance ซึ่งมีผู้รู้แปลเป็นภาษาไทยหลายคำ โดยมุ่งหวังให้ผู้ดำเนินธุรกิจไม่แสวงหาประโยชน์และผลกำไรมากเกินควร จนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder)ซึ่งผู้มีส่วนได้เสียนี้ ได้แก่ พนักงานในองค์กร ผู้บริโภค คู่แข่งขัน ผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา ฯลฯต่อมาได้นำมาใช้ในระบบราชการ เรียกว่า “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”  โดยตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ มาเป็นกรอบในการในการปฏิบัติ และเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนาระบบราชการตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เป็นต้นมาสำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของระบบธรรมาภิบาลนั้น สรุปได้ว่า เพื่อลดการใช้อำนาจตาม “อำเภอใจ” ของชนชั้นปกครองซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม ด้วยการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะและกฎหมายที่ใช้บังคับต่อคนในสังคมวิธีนี้ทำให้ทุกฝ่ายมีความรู้และยอมรับในเหตุผลของการใช้อำนาจรัฐในเรื่องนั้นๆ การบริหารประเทศจึงเกิดความโปร่งใส และมีความรับผิดชอบร่วมกันในการปฏิบัติให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการร่วมกันอย่างมีเหตุผล สังคมก็จะมีความเจริญก้าวหน้า มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขสำหรับหลักการสำคัญของธรรมภิบาลในภาครัฐที่กำหนดขึ้นนั้น มี ๖ ประการ คือ หลักนิติธรรม  หลักคุณธรรม  หลักการมีส่วนร่วม  หลักความโปร่งใส  หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่าหลักนิติธรรมและหลักคุณธรรม เป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างคนในสังคมให้ประพฤติในกรอบของคุณงามความดี และมี “วินัย” ด้วยการรู้จักเคารพในกฎ กติกา มารยาทที่ร่วมกันกำหนดไว้เป็นบรรทัดฐานของสังคมหลักการมีส่วนร่วม หลักความโปร่งใส และหลักความรับผิดชอบ เป็นการกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ทุกฝ่ายยอมรับในเหตุผลซึ่งกันและกัน ซึ่งต้องพัฒนาให้ทุกคนต้องมี “ใจกว้าง” รับฟังความเห็นผู้อื่นและเมื่อนำข้อตกลงดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติก็จะมี ความชัดเจน โปร่งใส และมีความเข้าใจตรงกัน รวมทั้งทุกฝ่ายต้องมี “พันธะสัญญา” ที่จะนำไปปฏิบัติ และร่วมกันรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันนั้น นโยบายสาธารณะที่กำหนดก็จะประสบผลสัมฤทธิ์ได้ตามที่ต้องการโดยง่ายส่วนหลักความคุ้มค่านั้น เป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการการตกลงใจใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่าและมีเหตุผล ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง รวมทั้งเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างประสานสอดคล้องกับกิจกรรมอื่นๆ ที่ได้กำหนดไว้แล้วด้วย

โดยสรุปแล้ว ระบบธรรมาภิบาล เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างระบบปกครองสังคมใหม่ เพื่อต่อต้านกับกิเลสและตัณหาของชนชั้นปกครองที่มักกระทำการตาม “อำเภอใจ” จนเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมขณะเดียวกันก็เป็นการสร้าง “วินัย” ให้กับผู้ถูกปกครองด้วยการรักษากฎ กติกา มารยาทที่สังคมร่วมกันกำหนดด้วยส่วนความสำเร็จของ “ธรรมาภิบาล” อยู่ที่การสร้างความตระหนักให้ทุกคนในสังคม ได้พัฒนาตนเองให้เป็น “มนุษย์” ที่มีจิตใจและมีเหตุผล เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันสิ่งที่สำคัญ คือ ชนชั้นปกครองจะต้องเป็น “แบบอย่าง” ในการพัฒนาตนเองให้เป็น “มนุษย์” ที่คำนึงถึงเรื่องคุณงามความดี เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน และรู้จัก “ละอายชั่ว กลัวบาป”พร้อมกับสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับผู้ถูกปกครอง และกำกับดูแลให้ประพฤติปฏิบัติตนแต่ในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎ กติกา มารยาทที่สังคมกำหนด และกระทำตนเป็น “พลเมืองดี” ซึ่งจะเป็น “พลังแผ่นดินของชาติ” และทำให้ประเทศชาติของเราก็จะมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนนอกจากนั้น สิ่งที่จะให้ธรรมาภิบาลดำรงคงอยู่ในสังคมไทยได้ ทุกคนต้องสร้างคุณค่าพื้นฐาน คือ  ความ “ซื่อตรง” (Integrity) ด้วยการสร้าง “วินัย” ในตัวข้าราชการของรัฐให้ “คิด พูด ทำ” ตรงกัน และใช้อำนาจรัฐทั้งปวงที่ได้รับมอบโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและส่วนรวมตลอดเวลาจากที่ผมเล่าให้ฟังมาทั้งหมดจะเห็นว่า การบริหารปกครองสังคมในยุคทุนนิยมในกระแสโลกภิวัตน์จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ถืออำนาจรัฐมาใช้ระบบ “ธรรมาภิบาล” เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนร่วมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารทรัพยากรของประเทศเพื่อให้การพัฒนาประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับสังคมไทย เพราะระบบ “ธรรมาภิบาล” หรือ “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ถูกตราเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับมา ๕ ปีเศษแล้ว และเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลรวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้กำหนดเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศมาโดยตลอดแต่ชนชั้นปกครองของสังคมไทย ทั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำส่วนใหญ่ยังประพฤติตนตรงข้ามกับหลักการและปฏิบัติของระบบนี้อยู่อย่างเห็นได้ชัด ตลอดจนบางครั้งมีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในลักษณะที่สะท้อนว่า ท่านยัง “ไม่เข้าใจระบบนี้”สำหรับสาเหตุหรือครับ ตอบได้ง่ายๆ คือ ระบบ “ธรรมาภิบาล” เป็นยาแก้โรค “ใช้อำนาจโดยมิชอบ” ด้วยการใช้อำนาจที่รัฐมอบให้ตาม “อำเภอใจ” เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง   จึงไม่มีใครอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ “ลดอำนาจและอิทธิพลของตนเอง”

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลที่มาจากการปฏิรูป ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จึงเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.๒๕๔๒ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ… เพื่อแก้ไขพฤติกรรมอันมิชอบของข้าราชการของรัฐ และสร้างระบบธรรมภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยร่างกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ แต่ด้วย “แรงเสียดทาน” ที่สูงมากจนทำให้มีการเสนอ “ตีความ” และเกิดอุบัติเหตุไม่สามารถมีผลบังคับใช้ทั้งสองฉบับอย่างไรก็ดี การแก้ไขพฤติกรรม “การประพฤติมิชอบ” ในวงราชการโดยข้าราชการของรัฐ ทั้งข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ มิให้ทำอะไรตาม “อำเภอใจ” ยังต้องกระทำกันต่อไปเพราะสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญตาม “อำเภอใจ” ของนักการเมืองที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา ได้ก่อให้เกิดปัญหาการประท้วงกันอย่างรุนแรงจนเกือบจะถึง “สิ้นชาติ” แล้วในขณะนี้ทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม คือ “ผู้ถืออำนาจรัฐ” ทุกคน ต้องลด “ทิฐิ” หันกลับมาอ่านหนังสือและศึกษากันอย่างจริงจัง เพื่อนำระบบ “ธรรมาภิบาล” มาใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศทั้งนี้เพราะ คนไทยที่ท่านปกครองอยู่ในยุคนี้ “ไม่โง่” แล้วครับ และเขาไม่ยอมให้ท่านใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อตนเองและพวกพ้องอีกต่อไป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

บทบาท
บทบาทของสภาธรรมาภิบาล

๑. ให้ความรู้ทางการเมือง  คำแนะนำในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองสิทธิ ประโยชน์ หน้าที่   ในแก่สมาชิก ฯ  และประชาชนทั่วไป

๒. ส่งเสริมการนำหลักธรรมของศาสนามาร่วมพัฒนาการเมือง

๓. ร่วมมือกับ องค์การอื่นในการพัฒนาสังคม เป็นศูนย์ประสานงานเชื่อมโยงเครือข่าย

๔ ติดตามนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชน

๕. ส่งเสริม ความสามัคคีในหมู่สมาชิกและประชาชนทั่วไป

Leave a Reply

Spam Protection by WP-SpamFree