ย่ำแดนปลาดิบ ชมโรงไฟฟ้านวัตกรรม พลังงานลมและถ่านหิน

การเดินทางสู่แดนปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ กับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน มีเป้าประสงค์เพื่อพาเยี่ยมชมโรงงานไฟฟ้าพลังลมและโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้การ ดำเนินงานของ “เจ พาวเวอร์” ในประเทศญี่ปุ่น “แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ปิดตัวเองลงถึง 200 ปีหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่การพลิกโฉมเปิดสู่สายตาชาวโลก ของชาวแดนปลาดิบก็ได้ถีบตัวเองแถมยังสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่โลกแห่งการ แข่งขันในโลกโลกาภิวัฒน์ได้อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง     ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นในเชิง นวัตกรรมเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ทั้งแฟชั่น อาหาร การบริโภค ความบันเทิง และที่สำคัญ”ญี่ปุ่น” ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย และนับว่าเป็น 1 ในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมานานและมากขึ้นตามลำดับ   การเดินทางเพื่อเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานลม โตเกียวเบย์ไซด์ ภายใต้การดำเนินงานของ เจ พาวเวอร์ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2004 อุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตรวม 238 กิกะวัตต์ คิดเป็นจำนวนกระแสไฟฟ้าผลิตต่อคน 9,475 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง แยกตามประเภทเชื้อเพลิง ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ 25% นิวเคลียร์ 20% น้ำมัน 20% ไฮโดรคาร์บอน 19% และถ่านหิน 16%  ที่โรงไฟฟ้าพลังลม “โตเกียวเบย์ไซด์-1″ ของเจ พาวเวอร์ ที่คณะได้เดินทางไปศึกษาครั้งนี้ ตั้งอยู่แนวชายฝั่งโตเกียวเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเดือนมีนาคม 2547 มีกำลังการผลิตรวม 1,700 กิโลวัตต์ ด้วยกังหันลม Vestas V52-850kW (2 ยูนิต) ที่ให้ปริมาณกำลังลมโดยเฉลี่ยใน 1 ปีที่ประมาณ 5.4 เมตรต่อวินาที และพบว่ากระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังลมนี้ ทางเจ พาวเวอร์ กำหนดราคาค่าจ่ายไฟจนถึงครัวเรือนหน่วยละ 5 บาท จากราคาต้นทุนหน่วยละ 4 บาท   โดย”เจ พาวเวอร์” คือบริษัทค้าส่งไฟซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลในปี พ.ศ. 2495 และแปรรูปมาเป็นบริษัทเอกชนในปี 2547  โดยบริษัทครอบครองสถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นผู้จ่ายกระแสไฟฟ้าราคาย่อมเยาและมีเสถียรภาพให้กับผู้ ดำเนินธุรกิจด้านไฟฟ้า 10 บริษัท ทั่วไปในญี่ปุ่นด้วย
 
ทว่า “โตเกียวเบย์ไซด์” ยังถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามแผนยุทธศาสตร์ของ “เจ พาวเวอร์” ที่จำเป็นต้องมีมาตรการลดการกระจายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากที่ผ่านมา “เจ พาวเวอร์” เป็นบริษัทหนึ่งที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากที่สุดใน ญี่ปุ่น และยังเป็นโรงไฟฟ้าที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นที่สนับสนุนการใช้ พลังงานทดแทนถึงขั้นออกเป็นกฎหมายขึ้นเพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงาน ทดแทน (RLS) โดยหวังที่จะลดการบริโภคเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลด้วย

แต่ปัญหาของพลังงานลมที่นี่ ก็ยังพบเจอเป็นอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ อยู่ใกล้สนามบิน และแรงลมไม่สม่ำเสมอ หมุนๆ หยุดๆ ไม่มีความเสถียร
  จะว่าไป สำหรับความเป็นไปได้ที่จะนำพลังลมเข้ามาใช้ในเมืองไทยนั้น ถ้ามองระยะใกล้ถือเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะปัจจัยแวดล้อมสำคัญของการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังลม จะต้องประกอบด้วย แหล่งกำเนิดพลังลมขนาดแรงที่จะสามารถทำให้กังหันมีกำลังพอที่จะหมุนตลอดเวลา ยึดโยงไปถึงการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์  รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการยอมรับของชุมชน และเอื้อไปสู่การดึงดูดแก่นักลงทุน เป็นต้น   ฉะนั้น แม้จะมีพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังลม ที่ขณะนี้มีอยู่ที่บริเวณเขายายเที่ยง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา และ ที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ก็ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ศักยภาพและการใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ข้อมูลจากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) เมื่อปี 2546  ระบุว่าต้นทุนการนำพลังลมมาผลิตไฟฟ้าสูงถึง 5.20 บาท/หน่วย (ในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 40 บาท/เหรียญสหรัฐ) ในขณะที่ราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตในปัจจุบันอยู่ที่หน่วยละ 2.10 บาท และถูกลงอีกหากใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะเหลือต้นทุนต่อหน่วยเพียง 1.35 บาท เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลไม่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังลม รวมถึงแสงอาทิตย์ ก็ยากที่จะเกิดโครงการได้ เพราะไม่คุ้มค่าในการลงทุน !!!   นอกจากนี้แล้ว “เจ พาวเวอร์” ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมด้วย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมืองโยโกฮาม่า ที่ตั้งมาว่า 30 ปี บนพื้นที่ถมทะเล ซึ่ง “เจ พาวเวอร์” มีแนวคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของเมืองโยโกฮาม่าที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินได้เพียงโรงเดียว และความต้องการลดปริมาณก๊าซไนโตรเจนที่จะมีผลต่อชั้นบรรยากาศ “เจ พาวเวอร์” จึงต้องปรับปรุงไฟฟ้าที่มีอยู่ใหม่    โดยการเก็บถ่านหินไว้ในไซโล  มีการออกแบบปล่องไฟให้เข้ากับภูมิทัศน์โดยรอบความสูงถึง 200 เมตร เพิ่มพื้นที่บัฟเฟอร์โซนสีเขียวบริเวณโรงงานถึง 20% รวมทั้งใช้กระบวนการผลิตที่แสนจะทันสมัย สะอาด มีการกำจัดก๊าซไนโตรเจน ในขณะที่โรงไฟฟ้าแบบเดิมไม่มีกระบวนการนี้  นี่คือแนวคิดและความมุ่งหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเทาให้มีความกรีนและใส่ ใจสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติแล้วนั้นไม่สามารถจะ ฟันธง หรือการันตีได้ว่า…สมบูรณ์แบบหรือไม่ 100% ตราบใดที่ผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของชาวบ้านละแวกนั้นกับคุณภาพชีวิต ที่เป็นแบบอยู่ได้อยู่ไป หรือมีองค์กรใดชี้วัดคุณภาพชีวิต   ทีนี้ถ้าต้องย้อนมอง โรงไฟฟ้าในประเทศไทยบ้าง จะพบว่ายังมีปัญหารุมเร้าไม่เลิก นโยบายที่จะผลักดันให้มีการประมูลผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ภายใต้แนวคิดใหม่ที่ให้มีการใช้พลังงานทดแทนด้วยก็ยังไม่มีวี่แวว แถมยังมีข้อถกเถียงในเรื่องนโยบายกันอยู่ ซึ่งเบื้องลึกคงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งสรรกันอีกหลายชั่วอายุ กว่าจะลงตัว
ดูแล้วกว่าจะมาปรับใช้ ประยุกต์ทดลอง พลังงานทดแทนให้เข้ากับบ้านเรา ให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็คงจะยังอีกไกล ยากแท้จะหยั่งถึง…ไปอีกนาน

ที่มา  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:30:12 น.

March 15, 2010   Posted in: ไม่ระบุ

Leave a Reply

Spam Protection by WP-SpamFree