ลัทธิ “มาร์ค-เนวิน” หมากกลการเมือง มัดมือชกคนไทย
ณ ห้วงเวลานี้ กระแสข่าวเรื่อง “ลัทธิมาร์ค-เนวินและความคิดเทพเทือก” กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย เนื่องเพราะเป็นสมการทางการเมืองที่ลงตัวจากประสบการณ์ร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาลของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีแห่งพรรคประชาธิปัตย์ และ “นายเนวิน ชิดชอบ” เจ้าของพรรคภูมิใจไทยตัวจริงเสียงจริง ลัทธิมาร์ค-เนวินกำลังถูกแปรเปลี่ยนเป็นทฤษฎีทางการเมืองออกสู่สายตาของสาธารณชนให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อสร้าง “มายาคติ” ให้เกิดขึ้นกับประชาชน และเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวตลอดรวมถึงการทำกิจกรรมทางการเมืองที่บอกได้คำเดียวว่า “แสบ” และ “แยบคาย” ขณะเดียวกันก็เป็นลัทธิที่หอมหวานสำหรับบรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศ เพราะเป็นการร่วมมือกันของ “เทพจอมปลอม” กับ “มารตัวจริง” ที่หมดจดยิ่ง สร้างภาพ “มาร์ค” นายกฯดีที่หนึ่ง เชื่อว่า คำถามแรกที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ ความหมายที่แท้จริงของ “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” คืออะไร สมการของลัทธินี้มีตรรกะง่ายๆ ด้วยการสร้างภาพให้นายอภิสิทธิ์เป็น“มิสเตอร์คลีน” คือนายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาเสถียรภาพในการเป็นรัฐบาลเอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อในการจัดการกับรัฐมนตรีที่มีพฤติกรรมทุจริต ขณะที่ในอีกทางหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ก็หรี่ตาเอาไว้ข้างหนึ่งด้วยการปล่อยให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณร่วมมือกับนายเนวินไปกระทำการต่างๆ ได้ตามอำเภอใจ โดยไม่เคยที่จะจัดการอะไรกับบรรดารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยของนายเนวินได้เลยแม้แต่น้อย หรือถ้าคัดง้างก็ทำพอเป็นพิธี จากนั้นก็ทำเป็นนิ่งเฉยเลยผ่าน นอกจากนั้น พวกเขายังใช้ความแยบคายจากสถานการณ์การเผาบ้านเผาเมืองของขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดงมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นกับคนไทย เพื่อมัดมือชกและทำให้คนไทยจำใจและจำเป็นต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของ “ระบอบทักษิณ” ได้ ทั้งนี้ ชุดความคิดที่สำคัญยิ่งของลัทธินี้ก็คือ การทำให้ผู้คนรู้สึกว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดของประเทศไทย หากไม่มีนายอภิสิทธิ์แล้วก็ไม่ใครมีคุณสมบัติที่เหมาะสมเพียงพอที่จะนั่งเก้าอี้ตัวนี้ได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องจริง เพราะในบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่มีคนที่มือไม่ถึงขั้นทั้งสิ้น นี่คือชุดความคิดที่เป็นกับดักของผู้ที่เกรงกลัวระบอบทักษิณ และเป็นชุดความคิดที่ทำให้ลืมนึกไปว่า ในความเป็นจริงแล้ว นับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยการโอบอุ้มของนายเนวินและนายสุเทพ เขาแทบไม่มีผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลยแม้แต่น้อย ดังเช่นที่ผลสำรวจล่าสุดของ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ที่สำรวจความเห็นประชาชน ในการทำงานครบรอบ 1 ปี 6 เดือนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์จากประชาชน จาก 1,395 คน พบว่า ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการทำงานของรัฐบาล 3.79 คะแนน จากคะแนนเต็มร้อย 10 คะแนน ส่วนคะแนนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนเฉลี่ย 4.48 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากผลการประเมินเมื่อตอนที่ทำงานครบ 1 ปี 0.22 คะแนน หรือลดลงร้อยละ 0.2 โดยได้คะแนนด้านความซื่อสัตย์สุจริตมากที่สุด แต่ได้คะแนนด้านความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจน้อยที่สุด ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาแห่งการดำรงตำแหน่ง นายอภิสิทธิ์นิยมที่จะไปเปิดป้าย เปิดงานสัมมนา เปิดให้ดารานักร้องมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล มากกว่าที่จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาของประเทศ ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ก็ดึงบรรดาคนสนิทที่เรียกว่า “แก๊งไอติม” หรือ “วอลเปเปอร์” เข้ามาเป็นมือไม้ในการทำงาน รวมทั้งสั่งให้ไปกระทำการต่างๆ ให้ ซึ่งก่อให้เกิดความผิดพลาดมากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกรณีของ “นายศิริโชค โสภา” วอลเปเปอร์ข้างตัวนายกรัฐมนตรีที่ถูกใช้งานจนนายอภิสิทธิ์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่รู้เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการซื้อดาวเทียมไทยคม หรือแม้กระทั่งการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างๆ นายอภิสิทธิ์ก็เข้าไป “ล้วงลูก” เช่นกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในพรรคประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดของนายอภิสิทธิ์หรือ “ครม.มาร์ค 5” ภายหลังจากพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ยกมือให้กับรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจกร่างนั้น ชื่อของนายศิริโชคได้ถูกนายอภิสิทธิ์หยิบยกและนำเสนอให้ก้าวขึ้นมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที แต่เมื่อนำไปปรึกษาหารือผู้ใหญ่ในพรรค ก็ถูกคัดค้านเนื่องเพราะเห็นว่าเร็วเกินไปที่จะขึ้นชั้นเป็นรัฐมนตรี ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยก็คือ “นายชวน หลีกภัย” ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งด้วยเหตุและผลที่ “ครูการเมือง” ของนายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง ทำให้นายอภิสิทธิ์จำเป็นต้องยอมรับ นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ยังขาดซึ่งภาวะผู้นำที่เด็ดขาดในการตัดสินใจต่อเหตุการณ์สำคัญๆ โดยปล่อยให้ขบวนการก่อการร้ายเสื้อแดงลุกลามขยายตัวออกไปโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมการรับมือ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ได้รับสัญญาณเตือนมาแล้วจากกรณีสงกรานต์เลือด 52 กระทั่งกลายเป็นการจลาจลเผาบ้านเผาเมืองในเหตุการณ์การเดือนพฤษภาคม 53 ซึ่งกว่าที่เขาจะจัดการปัญหาให้คลี่คลายลงไปได้ ม็อบเสื้อแดงก็สร้างความพินาศฉิบหายให้กับคนไทยจนไม่อาจประเมินค่าได้ สำหรับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมามากมายนั้น สังคมก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า แท้ที่จริงแล้วมีเจตนาเช่นไร เพราะสุดท้ายแล้วทำไปทำมาทำท่าว่า จะเป็นแค่กุศโลบายทางการเมืองที่นายอภิสิทธิ์ต้องการ “มัดมือชก” คนให้เลือกเขากลับมาเป็นรัฐบาลอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว การปฏิรูปอะไรต่างๆ ที่กระทำผ่านคณะกรรมการชุดต่างๆ นั้น จะไม่บรรลุผลในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ลัทธิเนวิน โมเดลการเมืองยุคเงินคือพระเจ้า ชุดความคิดถัดมาก็คือ ถ้าคนไทยต้องนายกรัฐมนตรีที่มีความเพียบพร้อมอย่างนายอภิสิทธิ์อย่างชนิดที่ไม่สามารถหาได้ในคนอื่นแล้ว ก็จำต้องพ่วง “นายเนวิน” เข้าไปด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ชุดความคิดนี้เป็นชุดความคิดที่เหี้ยมโหดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการมัดมือชกให้คนไทยจำนนต่อเหตุผลอันเปราะบางนี้ถ้าหากไม่พินิจพิเคราะห์ให้ดีด้วยหลักเหตุผล ที่สำคัญคือ นายเนวินได้ทำให้ชุดความคิดนี้ประสบความสำเร็จในทางปฏิบัติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะเขาอาศัยจุดอ่อนของนายอภิสิทธิ์ที่อยากเป็นรัฐมนตรี อาศัยจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องการเป็นรัฐบาล สร้างหมากกลในการต่อรองทางการเมืองชนิดที่ไม่อาจกระดิกกระเดี้ยไปไหนได้ เพราะถึงแม้ว่า เขาจะกระทำเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดมาขัดขวาง หรือจะมีขัดขวางแต่ก็ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กว่าที่นายเนวินจะตกผลึกความคิดนี้ได้ ก็ต้องอาศัยเวลาไม่น้อย สำหรับนายเนวินนั้น ต้องบอกว่า เส้นทางทางการเมืองของเขาเดินอยู่บนเส้นทางด้านมืดมาโดยตลอด ประจักษ์พยานที่ชัดเจนคือฉายา “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” ที่ไม่ใช่ได้มาโดยโชคช่วย หากแต่ได้มาพร้อมข้อครหาเรื่องซื้อเสียง เมื่อครั้งเลือกตั้งในปี 2538 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ขณะเดียวกันในยุคที่ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” เรืองอำนาจ เขาคือ “ขุนพลข้างกาย” ที่นายใหญ่ให้ความไว้วางใจอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก นช.ทักษิณพ่ายแพ้ แต่นายเนวินไม่แพ้ แถมยังซ่องสุมขุมกำลังใหม่โดยสร้าง “พรรคภูมิใจไทย” ขึ้นมาเป็นองค์กรในการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยดูดเอานักการเมืองของนายใหญ่มาเข้าสังกัดเป็นจำนวนมาก เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายสรอรรถ กลิ่นประทุม, นายสุชาติ ตันเจริญ, นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายอนุชา นาคาศัย เป็นต้น ที่สำคัญคือขุมข่ายของนายเนวินยังประกอบไปด้วยทุนที่ทรงพลังและทรงอิทธิพลในสังคมไทยให้การสนับสนุนจำนวนไม่น้อย เช่น ซิโนไทยของ เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล คิงพาวเวอร์ของเสี่ยวิชัย รักศรีอักษร หรือแม้กระทั่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ว่ากันว่าเป็นอีกหนึ่งทุนที่เหยียบเรือสองแคมเข้ามาให้การสนับสนุนด้วย ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เนื่องเพราะสามารถเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งยึดครองเก้าอี้กระทรวงสำคัญเกรดเอ เอาไว้เป็นจำนวนมาก เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม เป็นต้น แน่นอน ด้วยบุคลิกของนายเนวินที่ “ใจถึง-พึ่งได้” และมีปัจจัยก้อนมหึมาหนุนหลังย่อมเป็นที่ถูกใจบรรดานักเลือกตั้ง กระทั่งสามารถมี ส.ส.อยู่ในมือเป็นจำนวนถึง 32 คน ที่สำคัญคือ หลังจากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จแล้ว ลัทธิเนวินกำลังกลายเป็น “โมเดล” ทางการเมืองที่น่าสนใจยิ่ง เพราะรัฐมนตรีของพรรคแห่งนี้สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบโดยมีนายสุเทพให้การสนับสนุน ดังเช่นที่นายสุเทพประกาศเอาไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2552 ในงานทอดกฐินที่วัดบ่อกรัง อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีนายแทน เทือกสุบรรณ เป็นประธาน ว่า “วันนี้สุเทพจับมือกับเนวิน จะไม่มีใครสามารถเอาชนะได้” โดยเฉพาะกรณีของการเช่าซื้อรถเมล์ NGV จำนวน 4,000 คันที่ประชาธิปัตย์ค้านหัวชนฝาตอนเป็นฝ่ายค้าน ที่สุดท้ายก็จบลงด้วยการที่ ครม. ยินยอมให้ภูมิใจไทยเดินหน้าต่อไปได้เมื่อมาเป็นรัฐบาลคณะเดียวกัน ตามติดมาด้วยความฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นภายใน “กระทรวงมหาดไทย” ที่เป็นที่รับรู้กันว่า “ม.สยาม” น้องรักของพี่ห้อยคือหัวโจกของการสวาปามที่มูมมามและตระกละตะกลามจนน่าขยะแขยง จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วทั้งมหาดไทยว่า คนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตได้ในยุคนี้นั้นต้อง จบ “ม.สยาม” และสำเร็จหลักสูตร “เน” เท่านั้นถึงจะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้ ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ โครงการเช่าระบบการให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่วงเงิน 3.4 พันล้านบาทที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส เพราะมีการกล่าวหาว่าแก้ไขทีโออาร์เพื่อเอื้อให้กับบริษัทเอกชนบางรายตามใบสั่งของนักการเมือง การส่อทุจริตงบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะงบภัยหนาวที่จังหวัดใช้เงินทดลองราชการได้ครั้งละ 1 ล้านบาท ตามต่อด้วยการเปิดข้อมูลลับจากอนุกรรมการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เกี่ยวกับผลสอบกรณีการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอที่ระบุว่ามี “ข้อสอบรั่ว” โดยกล่าวหาว่ามีการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ 140 ปลัดให้สอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอได้ แลกกับการเรียกรับผลประโยชน์รายละกว่าล้าน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ทั้ง 140 คนจะตอบข้อสอบเหมือนกันทุกข้อ แถมมีผู้สอบนายอำเภอได้ที่บุรีรัมย์ได้ถึง 17 คน มาจนถึงกรณีที่ซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอตามสูตร 20-17-10 หรือถ้าอยากเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องจ่าย 20 ล้าน ถ้ารองผู้ว่าฯ ก็ 17 ล้าน และถ้าเป็นนายอำเภอก็ 10 ล้าน ที่นายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกมา เปิดเผย พร้อมกับให้ข้อมูลที่น่าตกใจด้วยว่า การซื้อขายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นถึงขั้นต้องผ่อนส่งกันเลยทีเดียว ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวถูกตอกย้ำให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อ “นายจาดุร อภิชาตบุตร” หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยออกมาเปิดเผย ข้อมูลเรื่องการแต่งตั้งอธิบดีที่เกี่ยวกับการก่อสร้างทาง มีการจ่ายเงินหรือเรียกรับเงินกันถึง 300-400 ล้านบาทจนทำให้ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ตัดสินใจฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาท …กระทั่งถึงวินาทีนี้ คงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า การเมืองไทยอยู่ใน “ยุคมืด” และตกต่ำถึงขีดสุดจนไม่สามารถเป็นความหวังในการนำพาประเทศชาติได้อีกต่อไป เพราะมีบทพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า บรรดา “นักเลือกตั้ง” ที่พาเหรดอยู่บนถนนการเมืองนั้น ล้วนแล้วแต่มีเป้าประสงค์เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่สำคัญคือ เป็นการเมืองเก่าที่อาศัยวาทกรรมเรื่อง “ประชาธิปไตย” ผ่านระบบการเลือกตั้ง 4 วินาทีในการอ้างความชอบธรรมที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปเบิกทางในการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยมิได้คำนึงถึงผิดชอบชั่วดีเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรทางการเมือง จงพึงตระหนักเอาไว้ว่า “คุณกำลังตกเป็นเหยื่อของลัทธิมาร์ค-เนวินหรือไม่
ที่มา www.manager.co.th
June 27, 2010
Posted in: บทความน่าสนใจ

Leave a Reply