การกลับมาของคนย่อยยับชาติ

 ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดหุ้นเมื่อมาณ 100 ปีมาแล้ว ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยที่เดียว แต่เกิดกับทุกประเทศทั่วโลก และเริ่มมีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 เหตุเพราะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่แรง ไปทั่วโลก ระหว่างปี 2001-2007 องค์ประกอบทางเศรษฐกิจของโลก เช่น ทุนสำรอง ราคาเงินตรา ตลาดหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปริมาณและราคาต่างพุ่งขึ้นทั่วทุกประเทศ ก่อนที่จะพังทลายลงในปี 2008 ความเชื่อมั่นทั่วโลกตกต่ำลงอย่างรุนแรง

       ก่อให้เกิดเงินท่วมโลก แต่หนี้เสียก็ท่วมโลกเช่นกัน

       พบว่าเงินท่วมโลก แต่โลกกลับจนลงกว่าเดิม

        ตลาดทุนเป็นอบายมุขอยู่แล้ว ยิ่งพัฒนาตลาดทุนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งส่งผลให้ความเป็นอบายมุขเพิ่มขึ้นรุนแรงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาตลาดอนุพันธ์ของประเทศไทยที่เริ่มขึ้นในปี 2547 ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเป็นอบายมุขมากขึ้น และเป็นต้นเหตุให้ ทุกวันนี้ เงินท่วมประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  
 
        เห็นการแต่งตั้งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทำให้นึกถึงการตั้งวีระชัย วีระเมธีกุล ที่น่าจะเป็นตำแหน่งตอบแทนนายทุนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงจะตั้งใครมาก็ได้ จะเป็นคนที่มาจากนายทุนผู้สนับสนุนพรรคหรือไม่ก็ตาม หากได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ ต้องได้คนที่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎีและความรู้สึก
       

       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เคยเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทย การผ่านหลายงานเป็นเครดิต แต่ต้องพิจารณาวิสัยทัศน์ปรัชญา และผลที่เกิดจากงานด้วย  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุลได้เข้าไปเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ที่ได้รับความเสียหายจากวิสัยทัศน์และปรัชญาของก.ล.ต.ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ในปี 2536 ทำให้ความเป็นเจ้าของของคนไทยต่อสินทรัพย์ของประเทศไทยลดลง บริษัทของคนไทย ควรเป็นของคนไทย จากตัวเลขผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารกสิกรไทย 62.14 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ ปรากฏเหลือเป็นของคนไทย 4.89 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเป็นของต่างชาติ 57.25 เปอร์เซ็นต์ ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่า ต่างชาติจะถือหุ้นสถาบันการเงินไทยเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้

       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติ

       ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของในประเทศน้อยลง ทรัพย์จะตกเป็นของต่างชาติ หรือกองทุนหลายสัญชาติแทบหมด หรือหมด ทำให้คนไทยเลื่อนฐานะลงไปลูกจ้างของกองทุนหลายสัญชาติมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นต้น
      
       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นรองเลขาธิการ กลต.ตั้งแต่สมัยนายเอกกมล คีรีวัฒน์ และนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ตั้งแต่ปี 2535-2542 ก่อนที่จะมาเป็นเลขา กลต.ระหว่าง 28 ธันวาคม 2542-27 ธันวาคม 2546 ได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทยในเวลาต่อมา


       
       กลต.ตั้งขึ้นในปี 2535 (1992)

       ผลงานชิ้นโบดำที่ดำที่สุดในประเทศไทย เกิดขึ้นในรัฐบาลนายกฯ ชวน หลีกภัย-1 และรมว.คลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ในรัฐบาลชวน 1 ช่วงที่ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่เป็นรองเลขา กลต. คือ การนำระบบ Maintenance margin และforced sell ใช้ในตลาดหุ้นในเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ที่ SET Index ปิดที่ 992.34 จุด จากที่วันก่อนหน้าอยู่ที่ 971.44 จุด ทำให้ตลาดหุ้นพุ่งเป็นพายุบุแคมไปที่ 1,754 จุด ต้นปี 2537 จากนั้นมีการเทขายตลาดหุ้นไทยอย่างเมามัน มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนท้องถิ่นไทยอย่างทารุณ(forced sell) นำความพินาศล่มจมมาสู่เศรษฐกิจไทย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลให้ไทยต้องลอยค่าเงินบาท ต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2540 ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ทั้งสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงแทบหมดประเทศ บริษัทในตลาดหุ้นกว่า 100 แห่งถูกหยุดการดำเนินกิจการเพื่อฟื้นฟูกิจการ (Rehab co) และหลายบริษัทต้องปิดกิจการถาวร

       ในรอบ 17 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชวน-1 เป็นเจ้าของสถิติ SET Index สูงสุดที่ 1,750 จุุด และรัฐบาลชวน-2 มารับกรรมที่รัฐบาลชวน-1 ทำไว้ เป็นสถิติต่ำสุดที่ 207 จุด

       ระบบถูกเบี่ยงเบนว่าเป็นความผิดของเอกชน ระบบว่าความเสียหายมีต้นเหตุมาจากเอกชนไม่มีธรรมาภิบาล เป็นที่มาของการออกกฎหมายมายึดทรัพย์เอกชน รัฐบาลชวน-2 ตั้งปรส.มายึดทรัพย์สถาบันการการเงิน เพื่อมาใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ รัฐบาลทักษิณเอาด้วย ตั้งบสท.มายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง มาขายทอดตลาด

       จากวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ที่นำพาดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปถึง 1,754 จุดเมื่อต้นปี 2537 มาถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 17 ปีแล้ว ตลาดหุ้นไทยไม่เคยขึ้นมาถึงที่ระดับ 992.34 จุดอีกเลย แต่หากว่ามันขึ้นมาถึงระดับนี้ หรือสูงกว่าระดับนี้อีกเมื่อใด ก็อาจจะเป็นสัญญาณแห่งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกรอบได้

      ตลาดหุ้นคือต้นเหตุความเลวร้ายทางเศรษฐกิจของประเทศ

       ปี 2521 ปีเริ่มต้นการพังทลายตลาดหุ้นไทยรุนแรง เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท และเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ครั้งแรก

       ปี 2537 ปีเริ่มต้นการพังทลายตลาดหุ้นไทยรุนแรง หลังการนำระบบ Maintenance margin และ Forced sell มาใช้ในปี 2536 เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยต้องลอยค่าเงินบาท และเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ครั้งที่ 2

       ปี 2547 ปีเริ่มต้นการเปิดตลาดอนุพันธ์(ตลาดล่วงหน้า) ที่เป็นจุดเริ่มต้นเงินท่วมประเทศไทย และท่วมรุนแรงขณะนี้ ที่เป็นต้นเหตุให้ค่าเงินบามแข็งค่า และช่วงกว้างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้กว้างมาก(Spread)

 
       
       ประเทศไทยคิดแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ไม่ว่าเรื่องการเมืองและเรื่องเศรษฐกิจ เอกสารคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) ตั้งขึ้นหลังการลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาถึงความล้มเหลวของตลาดเงิน และหาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของปัญหา ได้รายชื่อนักการเมืองและบุคลากรในตลาดเงินจำนวนหนึ่ง สุดท้ายเอานายเริงชัย มะระกานนท์อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาเป็นแพะรับบาปแต่ผู้เดียว
      
       ศปร.ศึกษาไม่ถึงต้นเหตุของปัญหา แท้จริงตลาดทุนคือต้นเหตุของปัญหา การพังทลายของตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเกิดที่ประเทศใด ก็ทำให้เกิดความเสียหายแบบเดียวกันทุกประการ คือ ไม่มีตลาดหุ้นใดไม่ถูกสวมรอยปั่น ไม่ว่าตลาดหุ้นที่ยังไม่พัฒนา หรือตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นแรงและตกแรง ทำให้ สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย เกิดภาวะเงินเฟ้อ เกิดการล้มลงของสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริง ความเชื่อมั่นเสียหาย มูลค่าหลักประกันลดลง เกิดภาวะหนี้เสีย

       10 รายชื่อบุคคลในตลาดเงิน ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติ และอนุมัติเงินช่วยเหลือสภาพคล่อง ได้แก่ นางสว่างจิตต์ จัยวัฒน์ นางศสัย พานิชภักดิ์ นางสุนทรา ปุษยะนาวิน นายศิริ การเจริญดี นายสุพจน์ กิตติสุวรรณ นายจรุง หนูขวัญ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายวิจิตร สุพินิจ นายอังคณี วรทรัพย์ นายเริงชัย มะระกานนท์

       จะเห็นว่าเหตุเกิดที่ตลาดหุ้น(ตลท.) แล้วก็มาจบลงที่ตลาดเงิน(ธปท.)ทุกครั้ง แต่ที่มาจบจริงๆคือมาจบที่เอกชน และประชาชน เอกชน-ประชาชนคือผู้รับกรรมในที่สุด

       ตลาดหุ้นต่างหากคือต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง หากศึกษาและทราบถึงต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง บุคลากรในตลาดทุน รวมทั้งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล จะต้องมีชื่ออยู่ในเอกสาร ศปร.มากกว่า
      
       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พูดถึงช่วงกว้างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้(Spread) ไม่มาก และพูดบอกว่าค่าเงินบาทแข็งกว่าภูมิภาคไม่มาก คงพูดแบบไม่ทันคิดอะไรมากกว่า การที่จะขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2553 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เงินท่วมประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย

       การแก้ปัญหาของสภาพคล่องท่วมระบบ หรือเงินท่วมประเทศ ล้มเหลวมาตลอด ยิ่งทำความเสียหายแก่ระบบมากขึ้นไปอีก
      
       วันที่ 19 ธันวาคม 2549 ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนไหลเข้า เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบ เอามาใช้แค่วันเดียว ตลาดหุ้นตกกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดเสียหายวันเดียวกว่า 8 แสนล้านบาท เย็นวันเดียวกัน หลังปิดตลาดไปแล้ว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศ “ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์” ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของกองทุนโลก ที่นำเงินเข้ามาในประเทศไทยแต่แรกนั่นเอง แสดงว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้มีการแก้ปัญหาแต่อย่างใด เป็นการยอมจำนนและยอมแพ้ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า
      
       วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการ 4 ข้อ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบอีก ก็แก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนเดิม คงยากที่จะทำให้ปัญหายุติลงได้

.
       
       นายกฯ ชวน หลีกภัย และรมว.คลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในรัฐบาลชวน 1 เป็นผู้ตั้งกลต.ในปี 2535 ที่นำระบบ Maintenance margin และ forced sell ใช้ในตลาดหุ้น ที่นำวิกฤตและความย่อยยับมาสู่ประเทศไทย ถึงทุกวันนี้

 
       
       แท้จริงแล้วไม่ได้มีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะบอกว่าปัญหายุติแล้วไม่ได้ ปัญหายังคงอยู่ หากแก้ปัญหาได้ถูกต้องก็ไม่ต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 แต่นี่ประเทศไทยตั้งเข้าไอเอ็มเอฟอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าครั้งแรกมาก หากเป็นเช่นนี้ การต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 3 ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

.

       ความวัวหลายๆตัวยังไม่หาย ความควายมากกว่าเดิมหลายตัวเข้ามาแทรกประเทศไทย

       ประขาธิปัตย์อีก

       อีก 18 ปีถัดมา นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากการแนะนำของรมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นผู้แต่งตั้ง ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตเลขาที่การกลต. ที่เป็นลูกจ้างบริษัทต่างชาติ มาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

       ดูเหมือนเป็นการกลับมาของทีมการเมืองและคนที่เป็นต้นเหตุของการย่อยยับชาติ
      
       แต่หากการกลับมาของดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล แล้วสามารถแก้ปัญหาได้ถูกทิศทาง ก็จะเป็นการไถ่บาปที่ทำไว้ครั้งก่อน และจะเป็นบุญต่อประเทศชาติแบบหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้

.
.
ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจาก: การกลับมาของคนย่อยยับชาติ http://bit.ly/dqqQio

………………………………………………………………….
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai

July 13, 2010   Posted in: บทความน่าสนใจ

Leave a Reply

Spam Protection by WP-SpamFree