<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธรรมมาภิบาล</title>
	<atom:link href="http://www.thammapiban.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thammapiban.com</link>
	<description>การพัฒนาการเมืองระดับปฏิบัติการ</description>
	<lastBuildDate>Wed, 01 Sep 2010 06:37:29 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>สรุปรายงานการประชุม หัวข้อ “กระบวนการยุติธรรมบการปฏิรูปประเทศไทย”</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 06:37:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=928</guid>
		<description><![CDATA[กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย
เริ่มเวลา 13.00 น. – 15.00 น.  โดยมี วิทยากร 3 ท่าน ดังนี้
๑. คุณพิชัย	วาสนาส่ง	: อดีตสมาชิกวุฒิสภา
๒. คุณคมเทพ	ประภายนต์	: นักกฎหมาย
๓. คุณจอน	อึ้งภากรณ์	: กรรมการเครือข่าย I  Low
ผู้ดำเนินรายการ พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี

ผู้เข้าร่วมเสวนาระดมสมอง จำนวน    คน  รายชื่อตามแนบ
สรุปรายงาน
 
กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย
ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม
ปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นยังล้าหลังอยู่มาก ประเทศไทยมีปัญหา ด้านความยุติธรรม คือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ และเท่าเทียมกัน ซึ่ง กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังเป็นแบบ “อยุติธรรม” คือมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด ยึดติดกับตัวหนังสือมากเกินโดยไม่คำนึงถึงตัวจริต ในตัวบทของกฎหมายที่บังคับใช้  นักกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ใช้กฎหมายที่แท้จริงและความยุติธรรมในตัวกฎหมายไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แต่มีอำนาจในกลุ่มของผู้มีอิทธิพลเข้ามามากกว่า โดยที่ไม่สามารถแตะต้องผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลได้เลย ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อเท็จจริงในสังคมไทย และความเหลื่อมลำ้ทางชนชั้นในการใช้อำนาจทางกระบวนการยุติธรรม เช่น คนจนไม่มีสิทธิเรียกร้องความยุติธรรมได้เลยเพราะถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจและมีฐานะที่ที่ดีกว่านั่นเอง
ประเทศไทยควรที่จะมีการแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมโดยยึดหลักความเป็นธรรมชาติเป็นแบบอย่างในการทำงานโดยการนำหลักของพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาใช้ในการทำงานและการบริหารบ้านเมืองโดยมีแก่นศาสนาเข้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวในการทำงาน
 
ทางออกของกระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประทศไทย
 

ทบทวนกฎหมายที่มีปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย</strong></p>
<p>เริ่มเวลา 13.00 น. – 15.00 น.  โดยมี วิทยากร 3 ท่าน ดังนี้</p>
<p>๑. คุณพิชัย	วาสนาส่ง	: อดีตสมาชิกวุฒิสภา</p>
<p>๒. คุณคมเทพ	ประภายนต์	: นักกฎหมาย</p>
<p>๓. คุณจอน	อึ้งภากรณ์	: กรรมการเครือข่าย I  Low</p>
<p><span style="font-size: 13.1944px;">ผู้ดำเนินรายการ พันโท แพทย์หญิง กมลพรรณ ชีวพันธุศรี<span id="more-928"></span><br />
</span></p>
<p>ผู้เข้าร่วมเสวนาระดมสมอง จำนวน    คน  รายชื่อตามแนบ</p>
<p><strong>สรุปรายงาน</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย</p>
<p>ปัญหาของกระบวนการยุติธรรม</p>
<p>ปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นยังล้าหลังอยู่มาก ประเทศไทยมีปัญหา ด้านความยุติธรรม คือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ และเท่าเทียมกัน ซึ่ง กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยยังเป็นแบบ “อยุติธรรม” คือมีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด ยึดติดกับตัวหนังสือมากเกินโดยไม่คำนึงถึงตัวจริต ในตัวบทของกฎหมายที่บังคับใช้  นักกฎหมายไม่ได้เป็นผู้ใช้กฎหมายที่แท้จริงและความยุติธรรมในตัวกฎหมายไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ แต่มีอำนาจในกลุ่มของผู้มีอิทธิพลเข้ามามากกว่า โดยที่ไม่สามารถแตะต้องผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพลได้เลย ซึ่งปัญหานี้เป็นข้อเท็จจริงในสังคมไทย และความเหลื่อมลำ้ทางชนชั้นในการใช้อำนาจทางกระบวนการยุติธรรม เช่น คนจนไม่มีสิทธิเรียกร้องความยุติธรรมได้เลยเพราะถูกกดขี่จากผู้มีอำนาจและมีฐานะที่ที่ดีกว่านั่นเอง</p>
<p>ประเทศไทยควรที่จะมีการแก้ไขปัญหาในกระบวนการยุติธรรมโดยยึดหลักความเป็นธรรมชาติเป็นแบบอย่างในการทำงานโดยการนำหลักของพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มาใช้ในการทำงานและการบริหารบ้านเมืองโดยมีแก่นศาสนาเข้ามาเป็นที่ยึดเหนี่ยวในการทำงาน</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>ทางออกของกระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประทศไทย</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<ol>
<li>ทบทวนกฎหมายที่มีปัญหาขัดกับรัฐธรรมนูญ เช่น <strong>มาตรา ๖๐ </strong>“บุคคลย่อมมีิสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดชอบเนื่องจากการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น” และ<strong>มาตรา ๗๑</strong> “บุคคลมีหน้าที่ป้องกันระเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย”  ซึ่งกฎหมายลูก เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายศาลปกครอง ยังกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้องศาล รัฐธรรมนูญสามารถกำหนดให้ ประชาชนคนใดก็ได้ที่รักษาผลประโยชน์ของชาติมีสิทธิฟ้องซึ่งยังไม่ได้แก้ไข</li>
<li>การใช้อำนาจตุลาการ หรือกระบวนการยุติธรรม ควรมีคณะลูกขุน เพื่อให้การตัดสินความด้วยความยุติธรรม ไม่มีสองมาตราฐาน และมีความเป็นธรรมแก่ประชาชน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนักการเมืองต้องอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมาย และควรมีที่ปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยไม่เว้นแม้นมีเรื่องกับรัฐ</li>
<li>กฎหมายควรบังคับใช้กับทุกคน ไม่มีใครอยู่เหนืออำนาจของกฎหมาย</li>
<li>ที่มาของ ตุลาการ มีตัวแทนศาสนาร่วมเป็นกรรมการ ควรจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ และประวัติ ผลงานในอดีต และความดีไม่ตำ่กว่า ๑๐ ปี นอกเหนือจาการมีความรู้ทางกฎหมาย</li>
<li>สื่อทีวี ฟรี ๑ ช่อง แ่ภาคประชาชน หรือสภาพัฒนาการเมือง โดยการเชิญสื่อทุกสื่อ เสนอข้อมูลทุกด้านอย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องสิทธ์ หน้าที่ บทบาท ของตนเองในระบอบประชาธิปไตย นโยบาลต่างๆที่ประชาชนควรรับรู้และมีส่วนร่วม และมีห้องเรียนกฎหมายขนาดใหญ่ให้กับประชาชนที่สนใจ</li>
</ol>
<p><strong>แนวทางการแก้ไข</strong></p>
<ol>
<li>ประชาธิปไตย / กระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องสร้างด้วยปรัชญาทางศาสนา</li>
<li>การมีสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน</li>
<li>การแก้ไขอำนาจอธิปไตยของผู้บริหารประเทศ</li>
<li>การให้อำนาจกับนิติรัฐ</li>
<li>สังคมไทยเป็นระบบอุปถ้มภ์ควรนำระบบลูกขุนมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชน</li>
<li>ลดอำนาจของกฎหมายที่ลดรอนสิทธิประชาชน เช่น กฎอัยการศึก พรบ.ความมั่นคง พรก.ฉุกเฉิน เป็นต้น</li>
<li>ตำรวจควรขึ้นตรงกับประชาชน คือ ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลควบคุม กำกับตำรวจ หรืเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการในการบริหารจัดการองค์กร และมีระบบการตวจสอบและประเมินมาจากประชาชน</li>
<li>ควรปฏิรูประบบเรือนจำ/บทลงโทษผู้กระทำผิดเสียใหม่ โดยให้ผู้ที่มีฐานะอยู่ในระดับเดียวกันเป็นผู้ตัดสิน</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โครงการเสวนา เพื่อสรุปผลโครงการเวทีพลเมือง “ธรรมาภิบาล&#8230;ในสภาวการณ์ปฏิรูปประเทศไทย”</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 06:33:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=926</guid>
		<description><![CDATA[ โครงการเสวนา เพื่อสรุปผลโครงการเวทีพลเมือง 
“ธรรมาภิบาล&#8230;ในสภาวการณ์ปฏิรูปประเทศไทย”
คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
และคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน   สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สภาพัฒนาการเมือง สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เครือข่ายอนุรักษ์พลังงานเพื่อประชาชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม 
ในวันศุกร์ที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๐๘.๐๐-๑๕.๓๐ นาฬิกา
ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑  ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒ 
 
&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-

หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันวิกฤติความขัดแย้งในสังคมไทยเป็นวิกฤติปัญหาที่ร้าวลึก และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้นเพื่อแก้ไขวิกฤตินี้ รัฐบาลปัจจุบัน โดย นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอแผนปรองดอง ๕ ข้อ ต่อสาธารณะ และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้วิกฤตินี้ถึง ๔ คณะด้วยกัน แต่การทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ภาคส่วนต่าง ๆ จะต้องขับเคลื่อนภารกิจนี้ด้วยกันจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นในฐานะประชาชนไทยผู้มีส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันหารือเพื่อแสวงหาแนวทางสนับสนุนการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางสังคมด้วยกระบวนการของภาคประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย
อนึ่ง คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><strong> โครงการ</strong><strong>เสวนา เพื่อสรุปผลโครงการเวทีพลเมือง </strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong>“ธรรมาภิบาล&#8230;</strong><strong>ในสภาวการณ์ปฏิรูปประเทศไทย”</strong></p>
<p><strong>คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา</strong></p>
<p><strong>และคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน   สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สภาพัฒนาการเมือง สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เครือข่ายอนุรักษ์พลังงานเพื่อประชาชน และเครือข่ายภาคประชาสังคม </strong></p>
<p><strong>ในวันศุกร์ที่ ๓</strong><strong> </strong><strong>กันยายน</strong><strong> </strong><strong>พ</strong><strong>.</strong><strong>ศ</strong><strong>. </strong><strong>๒๕๕๓ เวลา ๐๘</strong><strong>.</strong><strong>๐๐</strong><strong>-</strong><strong>๑๕</strong><strong>.</strong><strong>๓๐ นาฬิกา</strong></p>
<p><strong>ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑  ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒ </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;-</strong></p>
<ul>
<li><strong>หลักการและเหตุผล</strong></li>
</ul>
<p><strong>ปัจจุบัน</strong>วิกฤติความขัดแย้งในสังคมไทยเป็นวิกฤติปัญหาที่ร้าวลึก และส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทุกภาคส่วนของสังคม ดังนั้นเพื่อแก้ไขวิกฤตินี้ รัฐบาลปัจจุบัน โดย นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอแผนปรองดอง ๕ ข้อ ต่อสาธารณะ และได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้วิกฤตินี้ถึง ๔ คณะด้วยกัน แต่การทำงานของคณะกรรมการดังกล่าว ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้เพียงฝ่ายเดียว หากแต่ภาคส่วนต่าง ๆ จะต้องขับเคลื่อนภารกิจนี้ด้วยกันจึงจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นในฐานะประชาชนไทยผู้มีส่วนได้รับผลกระทบจากวิกฤติต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันหารือเพื่อแสวงหาแนวทางสนับสนุนการแก้ไขวิกฤติการณ์ทางสังคมด้วยกระบวนการของภาคประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p>อนึ่ง คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน  ในคณะกรรมาธิการศึกษาและตรวจสอบเรื่องการทุจริต  และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ร่วมกับคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน               สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ในฐานะที่ต้องมีภารกิจในการหนุนเสริมงานเครือข่ายภาคประชาชนตามกรอบของวุฒิสภา โดยที่ผ่านมาได้รับทราบข้อปัญหารวมถึงแนวทางบริหารจัดการปัญหาต่างๆ ของประชาชนจากการสะท้อนปัญหาของกลไกเครือข่ายภาคประชาชนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพปัญหาสังคมเสื่อมโทรม เกิดปัญหาวิกฤติศีลธรรมของประชาชน และ ปัญหาองค์กรต่างๆ ขาดธรรมาภิบาล          โดยมีข้อเสนอของประชาชนผ่านที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ให้เป็นแกนในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนภาคประชาชนอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมภารกิจการปฏิรูปดังกล่าว<span style="font-size: 13.1944px;">ดังนั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงได้ประสานความร่วมมือกับ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน               สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมการภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง (โครงการการมีส่วนร่วมของประชาชน) และเครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆ อาทิ สภาพัฒนาการเมือง สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ เครือข่ายอนุรักษ์พลังงานเพื่อประชาชน  สภาธรรมาภิบาล  เครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง  สภาพลังงานภาคประชาชน  เครือข่ายผู้ปกครองเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา  เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา  เครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง ฯลฯ  จัดการระดมสมองในประเด็นต่างๆ จัดทำเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนำเสนอต่อ<strong> </strong>นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายอานันท์  ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูป(คปร.) นายแพทย์ ประเวศ  วะสี ประธานคณะสมัชชาปฏิรูป (คสป.) และศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการศึกษาและปฏิรูปทางการเมือง จึงกำหนดจัดการเสวนา<strong>เพื่อสรุปผลโครงการเวทีพลเมือง “ธรรมาภิบาล&#8230;</strong><strong>ในสภาวการณ์ปฏิรูปประเทศไทย”</strong></span></p>
<p>ในการจัดระดมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนครั้งนี้ กำหนดให้เป็นลักษณะของการจัดเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จำนวน ๕ ครั้ง จำแนกเป็นรายประเด็นสำคัญ ดังนี้</p>
<ul>
<li>เรื่องการส่งเสริมความเข้าใจด้านการเมืองภาคพลเมือง</li>
<li>เรื่องระบบการเลือกตั้ง</li>
<li>เรื่องธรรมาภิบาล</li>
<li>เรื่องกระบวนการยุติธรรม</li>
</ul>
<p>เรื่องระบบการศึกษาโดยมีรายละเอียดการดำเนินงานตามตาราง ดังนี้</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>๒. วัตถุประสงค์</strong></p>
<ul>
<li>
<ul>
<li>เพื่อรับฟังความคิดเห็นและจัดทำเป็นข้อเสนอต่อสาธารณะ พร้อมทั้งภาคส่วนต่าง ๆ           ที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย รวมทั้งรัฐบาลด้วย</li>
<li>เพื่อนำข้อมูลทั้ง ๖ เรื่อง จัดทำสรุปแล้วนำข้อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายอานันท์  ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูป(คปร.) นายแพทย์ ประเวศ  วะสี ประธานคณะสมัชชาปฏิรูป (คสป.) และศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ   ธำรงธัญวงศ์  ประธานคณะกรรมการศึกษาและปฏิรูปทางการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><strong>๓. รูปแบบการประชุมเสวนา</strong></p>
<ul>
<li>ประมวลข้อมูลและสภาพปัญหาของสถานการณ์ประเทศไทยเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดโครงการ พร้อมจัดทำโครงการ/กำหนดการเสวนา<strong>เกี่ยวกับเพื่อสรุปผลโครงการเวทีพลเมือง “ธรรมาภิบาล&#8230;</strong><strong>ในสภาวการณ์ปฏิรูปประเทศไทย”</strong>เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล และสภาพัฒนาการเมือง</li>
<li>ประสานงานเครือข่ายเพื่อเชิญตัวแทนเข้าร่วมเวที ๕๐ คน ประสานวิทยากร</li>
<li>ประสานส่วนสนับสนุน อาทิ นักข่าว ฝ่ายสื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อเก็บภาพและเนื้อหากิจกรรมเป็นสื่อสารสนเทศ</li>
<li>จัดทำเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย</li>
<li>สรุปผลจากเวทีและจัดทำเป็นเนื้อหาพร้อมภาพและสื่อ</li>
<li>นำเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป</li>
</ul>
<p><strong>๔.  ผู้รับผิดชอบโครงการ</strong></p>
<ul>
<li>คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ในคณะกรรมาธิการศึกษา</li>
</ul>
<p>ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา</p>
<ul>
<li>คณะกรรมการภาคประชาสังคม  และคณะกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย สภาพัฒนาการเมือง</li>
<li>เครือข่ายผู้ปกครองเพื่อความเป็นธรรมทางการศึกษา</li>
<li>เครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง</li>
<li>เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา</li>
<li>สภาธรรมาภิบาล</li>
<li>เครือข่ายภาคประชาสังคมอื่นๆ</li>
</ul>
<p><strong>๕. วัน เวลา สถานที่</strong></p>
<p>วันศุกร์ที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๓  ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๓๑๑  ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๒</p>
<p><span style="font-size: 13.1944px;"><strong>๖.  ผู้เข้าร่วมเสวนา</strong> กลุ่มเป้าหมายจำนวน ๕๐ คน ประกอบด้วย</span></p>
<ul>
<li>ตัวแทน จากเวที เสวนาปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง  สร้างคนดีเข้าสภา</li>
<li>ตัวแทน จากเวที เสวนาปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการศึกษาสร้างเด็กดี มีความสุข  มีศักยภาพ</li>
<li>ตัวแทน จากเวที เสวนาธรรมาภิบาล : หัวใจการปฏิรูปประเทศไทย</li>
<li>ตัวแทน จากเวที เสวนากระบวนการยุติธรรม กับ การปฏิรูป   ประเทศไทย</li>
<li>คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน</li>
<li>คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค</li>
<li>สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง</li>
<li>ผู้ทรงคุณวุฒิ</li>
</ul>
<p><strong>๗. งบประมาณ</strong></p>
<p>สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา</p>
<p><strong>๘. ผลที่คาดว่าจะได้รับ </strong></p>
<ul>
<li>จัดทำเป็นข้อเสนอเบื้องต้นต่อสาธารณะและ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็นเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย รวมทั้งรัฐบาลด้วย</li>
<li>นำข้อสรุปเสนอต่อ  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายอานันท์  ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูป(คปร.) นายแพทย์ ประเวศ  วะสี ประธานคณะสมัชชาปฏิรูป (คสป.) และศาสตราจารย์ ดร. สมบัติ   ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการศึกษาและปฏิรูปทางการเมือง</li>
</ul>
<p><strong> &#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;&#8212;</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 06:29:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=924</guid>
		<description><![CDATA[ปัญหาประเทศไทย 
 ปัจจุบันประเทศไทยมี ปัญหา ด้านความยุติธรรม  คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ และเท่าเทียมกัน     กฎหมายมีมากมาย แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีปัญหา
 ทางออกกระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย
1   ทบทวนกฎหมายของตนที่มีปัญหา  ขัดรํฐธรรมนูญ  เช่น มาตรา 60  ( บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ  ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือ  การละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น
และมาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
ซึ่งกฎหมายลูกเช่นกฎหมายอาญา กฎหมายศาลปกครอง  ยังกำหนดให้เฉพาะ ผู้เสียหายเท่านั้นมีสิทธิ์ฟ้องศาล      และตุลาการศาลปกครองบางท่านยังใช้กรณีย์ นี้ยกฟ้องกรณ๊ย์ ประชาชน ฟ้องหน่วยงานรัฐ   แต่รัฐธรรมนูญสามารถกำหนดให้ ประชาชนคนไหนก็ได้ที่รักษาผลประโยชน์ชาติ  มีสิทธฺฟ้องซึ่งยังไม่ได้แก้ไข
กระบวนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย   ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84  (คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  มีแล้ว    )  โดยเปิดให้ประชาชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ปัญหาประเทศไทย </strong></p>
<p><strong></strong> ปัจจุบันประเทศไทยมี <strong>ปัญหา ด้านความยุติธรรม  คือ</strong> การบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์ และเท่าเทียมกัน     กฎหมายมีมากมาย แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายมีปัญหา</p>
<p><strong> ทางออกกระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย</strong></p>
<p>1   ทบทวนกฎหมายของตนที่มีปัญหา  ขัดรํฐธรรมนูญ  เช่น มาตรา 60  ( บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ  ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือ  การละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น</p>
<p>และมาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย</p>
<p>ซึ่งกฎหมายลูกเช่นกฎหมายอาญา กฎหมายศาลปกครอง  ยังกำหนดให้เฉพาะ ผู้เสียหายเท่านั้นมีสิทธิ์ฟ้องศาล      และตุลาการศาลปกครองบางท่านยังใช้กรณีย์ นี้ยกฟ้องกรณ๊ย์ ประชาชน ฟ้องหน่วยงานรัฐ   แต่รัฐธรรมนูญสามารถกำหนดให้ ประชาชนคนไหนก็ได้ที่รักษาผลประโยชน์ชาติ  มีสิทธฺฟ้องซึ่งยังไม่ได้แก้ไข</p>
<p>กระบวนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย   ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 84  (คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย  มีแล้ว    )  โดยเปิดให้ประชาชน และข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอความคิดเห็นร่วมด้วย   และแก้ไขกฎหมาย ปปช .  ไม่กำหนดอายุความ        กฎหมายผลประโยชน์ทับซ้อน   เช่นห้ามออกนโยบายเอื้อต่อเอกชน  การฮั้วประมูล   การให้สัมปทาน   การอุ้มคู่แข่ง  การขึ้นค่าก๊าซ   ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน    สินค้าต่างๆ   การสร้างตลาดผูกขาด   การส่งเสริม รร.กวดวิชา    ต้องมีบทลงโทษจริงจังแก่ข้าราชการ ที่เอื้อประโยชน์แก่เอกชน      และข้าราชการห้ามเป็นกรรมการในบริษัทกึ่งเอกชน หรือมีเอกชนถือหุ้นเช่นปตท.</p>
<p>กฎหมายพรรคการเมือง   เช่น  ห้ามทุกคน  ทุกบริษัท  นายทุน  บริจาคให้พรรคเกิน  1 แสนบาท / คน / ปี</p>
<p>ผู้สมัครเลือกตั้งต้องเป้นผู้ประกอบุณงามความดีมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีและไม่มีประวัติ เสียหาย</p>
<p>2   การใช้อำนาจตุลาการ  หรือกระบวนยุติธรรม    ควรมีคณะลูกขุนเพื่อให้ การตัดสินความด้วยความยุติธรรม ไม่มีสองมาตรฐาน และมีความเป็นธรรมแก่ประชาชน และทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ใช่ทำอะไรก็ไม่เคยผิด   <strong>และควรมีที่ปรึกษา ทางกฎหมายแก่ประชาชน</strong> โดย ไม่ยกเว้น แม้นมีเรื่องกับหน่วยงานรัฐ</p>
<p>3    กฎหมาย ควรจะใช้บังคับทุกคนไม่มีใครอยู่เหนืออำนาจกฎหมาย และหากใครไมทำตามกฎหมายควรมีบทลงโทษ โดยเฉพาะข้าราชการผู้ใหญ่     ผู้แทนองค์กรอิสระ   หากมีสองมาตรฐานต้องให้ได้รับโทษมากกว่าสาธารณะชน สองเท่า ถึงห้าเท่า</p>
<p>4 ที่มาของ ตุลาการ มีตัวแทนศาสนา ร่วมเป็นกรรมการ     นอกจากความอาวุโส แล้ว  ควรจะมีการแสดงวิสัยทัศน์   และประวัติ ผลงานในอดีต ร่วมด้วย       และ มีความดีประกอบไม่ต่ำกว่า10ปี นอกเหนือจากมีความรู้กฎหมาย</p>
<p>5   รัฐบาล ให้สื่อทีวีหนึ่งช่องฟรี แก่ ภาคประชาชนจริงๆ   หรือสภาพัฒนาการเมือง   หรือเชิญชวนทุกสื่อ  เสนอข้อมูลทุกด้านอย่างเป็นธรรม ทั้งเรื่องสิทธิ หน้าที่ บทบาท  ของตนเองในระบอบประชาธิปไตย      กฎหมายที่จะผ่านสภา   มติครม.  นโยบายต่างๆ ประชาชนควรรับรู้ และมีส่วนร่วม    ห้องเรียนกฎหมาย ขนาดใหญ่</p>
<p>พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี    T.0812980284   fax 027637722     <a href="mailto:thai9lee@gmail.com">thai9lee@gmail.com</a> <a href="mailto:kamolpar@yahoo.com">kamolpar@yahoo.</a>com      <a href="http://www.parent-youth.net">www.parent-youth.net</a> , www.thammapiban.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สรุปรายงานการประชุมสัมนา หัวข้อ : ปฏิรูปประเทศไทย:ปฏิรูปการเลือกตั้ง: สร้างคนดีเข้าสภา</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 06:24:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=922</guid>
		<description><![CDATA[การเลือกตั้งอย่างไรให้คนดีเข้าสภา
เริ่มเวลา 09.00 น. – 12.00 น.  โดยมี วิทยากร 5 ท่าน ดังนี้

คุณบุญเลิศ  คชายุทธเดช	: อดีตผู้สมัคร สว.
คุณสกุล  สื่อทรงธรรม		: เลขามูลนิธิองค์กรกลาง
คุณอุดร  ตันติสุนทร		:  อดีต สส.และรมช.
 พลเอกสนธิ  บุญยรัตกลิน	:  ประธานพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปฏิวัติประชาธิปไตย
รศ.ดร.วิชัย  รูปขำดี		: ประธานเครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง

ผู้ดำเนินรายการ  พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี
ผู้เข้าร่วมเสวนาระดมสมอง จำนวน 99 คน รายชื่อตามเอกสารแนบ
 
สรุป รายงาน
 ปัญหาต้นเหตุของประเทศไทย
ในการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความสงบสุขต้องมาจากการมีนักการเมืองบริหารประเทศที่ดี ซึ่งการที่จะมีนักการเมืองที่ดีได้นั้นก็ต้องมาจากการคัดเลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสกัดกั้นคนไม่ดีไม่ให้มีโอกาสเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งการที่จะบริหารประเทศให้ได้ผลดีก็ต้องมีแผนในการพัฒนาประเทศที่ดี ปัจจุบันเรามีแผนพัฒนาประเทศอยู่แล้วแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามแผน
การที่จะนำแผนพัฒนาการเมืองมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลก็ย่อมควบคู่ไปกับแผนเศรษฐกิจสังคมที่เดินหน้าไปแล้ว
การไม่มีแผนพัฒนาการเมือง ทำให้เกิดปัญหาคือ
1 ไม่มีการพัฒนาประชาชนให้เข้าสู่ประชาธิปไตยผู้เป็นเจ้าของประชาธิปไตย เตรียมผู้เลือกตั้งทำให้สะท้อนว่าเขาไม่ได้รับการพัฒนา เช่นให้เด็กอายุ 18 ปีมาเลือกตั้ง ซึ่งเด็กเหล่านี้ยังไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องนโยบายของรัฐว่าดีไม่ดีอย่างไร
วัฒนธรรมคนไทย ยังมีระบบอุปถัมภ์ที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย      (แก้ไขปัญหาโดยสื่อมวลชนให้ข้อมูลนักการเมืองทุกคน ทุกด้าน )
2.  ไม่ได้พัฒนาองค์กรการเมือง และนักการเมือง ตัวองค์กร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การเลือกตั้งอย่างไรให้คนดีเข้าสภา</strong></p>
<p>เริ่มเวลา 09.00 น. – 12.00 น.  โดยมี วิทยากร 5 ท่าน ดังนี้</p>
<ol>
<li>คุณบุญเลิศ  คชายุทธเดช	: อดีตผู้สมัคร สว.</li>
<li>คุณสกุล  สื่อทรงธรรม		: เลขามูลนิธิองค์กรกลาง</li>
<li>คุณอุดร  ตันติสุนทร		:  อดีต สส.และรมช.</li>
<li> พลเอกสนธิ  บุญยรัตกลิน	:  ประธานพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปฏิวัติประชาธิปไตย</li>
<li>รศ.ดร.วิชัย  รูปขำดี		: ประธานเครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง</li>
</ol>
<p>ผู้ดำเนินรายการ  พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี<span id="more-922"></span></p>
<p>ผู้เข้าร่วมเสวนาระดมสมอง จำนวน 99 คน รายชื่อตามเอกสารแนบ</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>สรุป รายงาน</strong></p>
<p><strong> ปัญหาต้นเหตุของประเทศไทย</strong></p>
<p>ในการบริหารบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความสงบสุขต้องมาจากการมีนักการเมืองบริหารประเทศที่ดี ซึ่งการที่จะมีนักการเมืองที่ดีได้นั้นก็ต้องมาจากการคัดเลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสกัดกั้นคนไม่ดีไม่ให้มีโอกาสเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการเมือง อีกทั้งการที่จะบริหารประเทศให้ได้ผลดีก็ต้องมีแผนในการพัฒนาประเทศที่ดี ปัจจุบันเรามีแผนพัฒนาประเทศอยู่แล้วแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามแผน</p>
<p>การที่จะนำแผนพัฒนาการเมืองมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลก็ย่อมควบคู่ไปกับแผนเศรษฐกิจสังคมที่เดินหน้าไปแล้ว</p>
<p>การไม่มีแผนพัฒนาการเมือง ทำให้เกิดปัญหาคือ</p>
<p>1 ไม่มีการพัฒนาประชาชนให้เข้าสู่ประชาธิปไตยผู้เป็นเจ้าของประชาธิปไตย เตรียมผู้เลือกตั้งทำให้สะท้อนว่าเขาไม่ได้รับการพัฒนา เช่นให้เด็กอายุ 18 ปีมาเลือกตั้ง ซึ่งเด็กเหล่านี้ยังไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องนโยบายของรัฐว่าดีไม่ดีอย่างไร</p>
<p>วัฒนธรรมคนไทย ยังมีระบบอุปถัมภ์ที่เป็นพื้นฐานของ<strong>สังคมไทย      (แก้ไขปัญหาโดยสื่อมวลชนให้ข้อมูลนักการเมืองทุกคน ทุกด้าน )</strong></p>
<p>2.  ไม่ได้พัฒนาองค์กรการเมือง และนักการเมือง ตัวองค์กร นักการเมือง สส.    พรรคการเมือง   ไม่มีแผนพัฒนาพวกเขา ก่อนเป็นนักการเมือง จนโกงเก่งแล้วมาเข้าอบรมมีผลน้อย  สส.  ทำให้มีการพัฒนาในตอนหลังได้รับการเลือกตั้ง   ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาอะไรเลย    องค์กรการเมืองและนักการเมืองต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต้องมีการพัฒนากลไกและกำกับแผนการเลือกตั้งใส่ลงไปด้วย  มีการกำหนด  และพัฒนากลไลที่มาของนักการเมือง</p>
<p>3. ไม่มีการพัฒนากลไกกำกับการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาเมื่อพบปัญหาก็ใช้วิธีสร้างกลไกใหม่มาแทนเรื่อยไป</p>
<p>4. ไม่ได้พัฒนาองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ     องค์กรอิสระต่างๆ</p>
<p>5. ไม่ได้พัฒนาระบบราชการ   ซึ่งระบบราชการถือเป็นระบบพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ระบบนี้ถือเป็นระบบสำคัญ เพราะพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือของนักการเมืองเพราะเมื่อระบบถูกหล่อหลอมทำให้นักการเมืองเข้ามามีบทบาทมาก      ระบบก็จะเสียไปทั้งหมดทำให้ระบบราชการเป็นระบบที่อ่อนแอ   ปัจจุบันมักเป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ  และฉ้อฉล</p>
<p><strong>แนวทางแก้ไข</strong></p>
<p><strong> ระดับพรรคการเมือง</strong></p>
<p>1 ในการคัดเลือกคนดีเข้าสภา      ควรให้พระมาร่วมปฏิรูปการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวแทนสส.     ที่มีประวัติทำความดีไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี</p>
<p>2  อบรม ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในส่วนของคุณธรรม จริยธรรมของการเป็นนักการเมืองที่ดี</p>
<p><strong>กกต</strong></p>
<p>ที่มาของกกต</p>
<ul>
<li> ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนการสรรหา กกต. ให้เน้นความหลากหลายเช่นเดียวกับ</li>
</ul>
<ul>
<li><strong> </strong> <strong>บทบาทในการสนับสนุนของภาครัฐในการคัดเลือกคนดีเข้าสภา</strong></li>
</ul>
<p>คณะกรรมการการเลือกตั้งทุกระดับ   ตั้งแต่ระดับชาติถึงกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งขอให้มีเจ้าหน้าที่รัฐน้อยที่สุดเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น  และมีการจับฉลากย้ายประจำหน่วยเลือกตั้ง</p>
<p>กรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้เลือกจากประชาชนทั้งจังหวัดไม่ใช่จากตัวแทนจากภาครัฐเพียง ไม่กี่คน</p>
<ul>
<li> ควรปฏิรูปที่มาของ องค์กร กกต. อย่าง กกต.จังหวัดปัจจุบันกลายเป็นที่รวมข้าราชการบำนาญซึ่งมักอิงแอบนักการเมือง</li>
</ul>
<ul>
<li><strong>ภาคประชาชน</strong></li>
</ul>
<ul>
<li> ต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเมือง ในทางที่ถูกที่ควรและสม่ำเสมอ</li>
</ul>
<p>ในส่วนของประชาชนทั่วทุกประเทศ ควรมีการปฏิรูปคนคือให้มีความรู้เรื่องการเลือกตั้งและระบบความคิดและทัศนคติของคนควบคู่ไปพร้อมๆกัน</p>
<ul>
<li><strong> </strong><strong>การเพิ่มศักยภาพของประชาชนในการป้องปรามสกัดกั้นคนไม่ดีไม่ให้เข้าสภา</strong></li>
</ul>
<p>ให้มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนโดยเฉพาะต่างหากจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง</p>
<p><strong> ต้องมีองค์กรที่เป็นลักษณะเหมือนเครือข่ายเพื่อเป็น อาสาสมัครในพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยเหลือกิจกรรมของ กกต. ในห้วงเวลาที่มีการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง </strong>จัดให้ให้ประชาชนเป็นผู้ตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยจัดตั้งเป็นองค์กรภาคประชาชน ออกโดย พรบ. ตรวจสอบการเลือกตั้ง  โดยองค์กรที่จะตรวจสอบการเลือกตั้งในระยะแรกควรให้ สพม. เป็นผู้สนับสนุนการเลือกตั้ง และมาควบคุมดูแลจนกว่าจะมีกฎหมายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม</p>
<p>ควรมีการอบรม ประชาชนให้สามารถทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งได้ทุกตำแหน่ง<strong> เช่นเขมร มีเครือข่ายภาคประชาชนติดตามนักการเมือง ที่นักการเมืองต้องฟังเขา </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<ul>
<li> ต้องทำให้การตรวจสอบ กกต.ทำได้</li>
<li> <strong>ควรให้การศึกษาแก่ประชาชน สมควรที่จะมีสื่อสัก 1 ช่อง  ที่จะทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องการเมืองแก่ประชาชนตลอดทั้งวัน</strong> โดยเฉพาะช่วงดูละคร</li>
<li><strong> </strong> <strong>ทุกอย่างในการเลือกตั้งต้องมีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทุกครั้งไป  โดยรัฐสนับสนุน  งบประมาณ  และควรอนุมัติล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเดือนก่อนการเลือกตั้ง</strong></li>
<li> ควรมีศูนย์ข้อมูลนักการเมือง สูนย์ปฏิรูปประเทศไทย  www.thaireform.go.th</li>
</ul>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> สื่อมวลชน</strong></p>
<ol>
<li><strong> </strong><strong>ส่งเสริมกิจกรรมที่นำไปสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมประชาธิปไตย ทีประชาชนมีสิทธิมีเสียงตลอดสมัยหักล้าง ประชาธิปไตย 4 วินาทีให้สิ้นไป</strong></li>
<li>ในห้วงที่มีการเลือกตั้ง สื่อมวลชนควร<strong>ทำหน้าที่ให้ความรู้มากกว่าการเป็นกระบอกเสียงของพรรคการเมือง  พรรคใดหรือคนใด </strong> เพื่อให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายในการพัฒนาให้ประเทศชาติก้าวหน้าในด้านต่างๆโดยแท้จริง</li>
</ol>
<p><strong> </strong>- ต้องให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควรมีโทรทัศน์เสรีเพื่อการนี้</p>
<p>การปกครองในประเทศไทยแบ่งอำนาจเป้นสามส่วนแยกกัน</p>
<p>1 อำนาจนิติบัญญัติ</p>
<p>2.อำนาจบริหาร</p>
<p>3. อำนาจตุลาการ</p>
<p>แบบรัฐสภาก็ให้อำนาจนิติบัญญัติมากหน่อยคือนายกรัฐมนตรีมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ แต่อำนาจต่างๆก็คานกันอยู่</p>
<p><strong>รัฐธรรมนูญไทย ซึ่งได้กำหนดอำนาจต่างๆไว้ชัดแจ้งแล้วจึงไม่ต้องปฏิรูปอะไรอื่นแต่อย่างใด เพียงแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง</strong></p>
<p><strong> ในเยอรมันสส.สัดส่วน323 คน ,สส เขต 280 คน    สส .สัดส่วน แข่งกันที่นโยบาย     และควรมีนักวิชาการมากๆ </strong></p>
<p>ญี่ปุ่น  ปฏิรูปการเมืองโดยการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง  สำเร็จแล้ว</p>
<p>เมื่อก่อนนักการเมืองญี่ปุ่นมีการคอรัปชั่นกันมาก ประชาชนงมงายอยู่กับการรับเงินรับของแจกจากนักการเมืองกันทั่วไป   	ปัญหาบ้านเมืองมาจากนักการเมือง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย การปฏิรูปจึงอยู่ที่การปฏิรูปที่มาของนักการเมืองมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย</p>
<p><strong>การแก้ไขปัญหาการเมือง ที่สำเร็จของญี่ปุ่น </strong><strong>และแนวทางที่ไทยควรแก้ไข</strong></p>
<p>ต่อมาที่สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นได้เกิดสำนึกว่า</p>
<p>การเงิน + การเมืองเป็นความอัปยศของชาติ( money+politic=scandal ) จึงได้ร่วมกันปฏิรูปการเมือง  สรุปสาระสำคัญดังนี้<strong>ซึ่งบัดนี้ญี่ปุ่นก็ได้คนดีมาปกครองบ้านเมืองแล้ว ไทยควรศึกษาเขาเป็นตัวอย่างและควรเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้ สำเร็จสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี</strong></p>
<p>โดยการเสนอกฎหมายเลือกตั้งใหม่ สาระสำคัญมีว่า</p>
<ol>
<li>ผู้มีสิทธิลงคะแนนต้องเป็นผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะถือว่าคนเอเชียอายุ 18 ปียังขอเงินพ่อแม่ยังไม่มี วุฒิภาวะที่จะไปเลือกนักการเมืองที่ดีมาปกครองบ้านเมืองได้</li>
<li>ให้มี สส. 480 คน เป็น สส.จากเขตการเลือกตั้ง เขตละ 1คน 300 คน และ สส. ระบบสัดส่วน 180 คน มาจากเขตการเลือกตั้งใหญ่เป็นระดับภาค</li>
<li>โปสเตอร์ มีขนาดเดียว 42&#215;42 ซม.และต้องไปปิดไว้ที่แผ่นป้ายของ กกต.กำหนดไว้</li>
<li>ห้ามแจกเงินแจกของทุกชนิด และห้ามบริจาคเงินเพื่อหาคะแนนนิยม ผู้ฝ่าฝืนจะถูกจับเป็นคดีอาญา รวมทั้งญาติพี่น้องและผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกระทำผิดด้วย โดยศาลเป็นผู้พิจารณาพิพากษา</li>
<li>การแจ้งความที่ไหนก็ได้</li>
<li>ให้มีศาลเลือกตั้ง คดีเลือกตั้ง เป็นคดีอาญายอมความไม่ได้การพิจารณาของทุกศาลจักต้อง ไม่เกิน 100วัน  ไม่ว่าศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฏีกา</li>
</ol>
<ol>
<li> ห้ามการหาเสียงแบบแห่รถเป็นขบวน แต่ประชุมชี้แจงนโยบาย election cam pan  ได้ เป็นที่ๆ ที่ กกตจัดให้เสมอภาคกัน   เท่าเทียมกัน</li>
<li>การปราศรัยหาเสียง ให้ทำได้ในที่ชุมชนหรือห้องประชุม จะโฆษณาไปตามท้องถนนไม่ได้ ผิดกฎหมาย</li>
</ol>
<ol>
<li>ระยะเวลาหาเสียง สว. /ผู้ว่าราชการจังหวัดให้เวลา 17 วัน สส. 12 วัน เทศบาลขนาดเล็ก 5 วัน เขาถือว่าคนดีนั้น ต้องเป็นคนที่ทำดีมาโดยตลอด ไม่ใช่แกล้งเป็นคนดี เฉพาะตอนหาเสียง</li>
<li>ค่าสมัครหากได้รับเลือกตั้งไม่ถึง 5% จะต้องถูกคืน กกต.</li>
</ol>
<p><strong>11 </strong> <strong>ควรให้ความสำคัญ กับ ส.ส.สัดส่วนมากกว่า ส.ส.เขต   สส. สัดส่วน แข่งกันด้วยนโยบาย</strong> ส่วน สส.แบบเขตเป็น สส.ที่แข่งกันด้วยตัวบุคคล</p>
<p><strong> 12 มีรางวัลให้จับคนโกง    ซื้อสิทธิ์ขายเสียง   เช่นมีรางวัล 5ล้าน </strong></p>
<p>13   การเปิดโอกาสให้สามารถ ดัดฟังโทรศัพท์ ในผู้สมัคร หรือผู้เกี่ยวข้อง</p>
<p>14 ให้มีการลงชื่อ ของกรรมการประจำหน่วยและเครือข่ายภาคประชาชน รวมถึงตัวแทนผู้สมัครทุกพรรค ทุกคน  ลงลายมือชื่อในหีบบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนบัตร หรือ หิบบัตร  หรือบัตรผี</p>
<p>15  ให้มีงบประมาณสำหรับเครือข่ายภาคประชาชนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการโกงคะแนน</p>
<p>16  ให้นับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้ง และแจ้งคะแนนไว้ทุกหน่วยเลือกตั้งหลังนับคะแนน  เพื่อป้องกันการโกงคะแนน</p>
<p>17 งบเลือกตั้งใม่เกิน ห้าหมื่นบาทต่อครั้ง รวมถึงผู้ว่า ราชการ กทม</p>
<p>18 ห้ามสื่อเชียร์หรือเสนอข่าวคนใดคนหนึ่งมากกว่าผู้อื่นๆ  เพื่อป้องกันการสร้างกระแสให้เลือกคนใดคนหนึ่งที่นายทุนกำหนด</p>
<p>19  มีการเลือกตั้งกกต จังหวัด โดยบัตรเลือกตั้ง ต้องมีลายเซ็นต์ กรรมการหรือเครือข่ายภาคประชาชน</p>
<p>20  ให้มีการทำเครื่องหมาย ในบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการสับเปลี่ยนบัตร หรือ หิบบัตร  หรือบัตรผี</p>
<p>21  ให้มีงบประมาณสำหรับเครือข่ายภาคประชาชนร่วมตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการโกงคะแนน   โดยผ่านกองทุน สภาพัฒนาการเมือง</p>
<p>22 การเปิดโอกาสให้สามารถ ดัดฟังโทรศัพท์ ในผู้สมัคร หรือผู้เกี่ยวข้อง</p>
<p><strong>23  มีการจับฉลากคณะกรรมการประจำหน่วย  ก่อนวันเลือกตั้ง 1วัน     โดยไม่ให้รู้กัน </strong> สลับคณะกรรมการนับคะแนน กับลงคะแนน คนละถิ่นกัน ห้ามเคลื่อนย้ายหีบบัตรไปไหนทั้งสิ้น</p>
<p><strong>24 มีการบันทึกเทปวีดีโอเวลานับคะแนนทุกหน่วยแล้วแระกาศคะแนนหน้าหน่วย</strong>การจำกัดค่าใช้จ่ายอาจถูกบิดเบือนไปใช้ระบบหัวคะแนนที่มีความแยบยลยิ่งขึ้นทุกวันต้องมีหลักฐาน</p>
<p>25 เลือกตั้งล่วงหน้าให้งดไป</p>
<p>26  ค่าใช้จ่ายที่ตรวจสอบได้ มีใบเสร็จ ตรวจสอบได้</p>
<p>27   การเลือกตั้งให้ใช้เทคโนโลยี่  การลงทะเบียน</p>
<p>28  อยากให้ตัดงบประมาณที่สนับสนุนพรรคการเมือง    ซึ่งขอให้ กกต.ดำเนินการเองพรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องหาเสียงโดยการพึ่งเงิน  ไม่ควรสนับสนุนเงินแก่พรรคการเมือง</p>
<p><strong>สรุปปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายแต่อยู่ที่คน  (ในเรื่องการปฏิรูปการเลือกตั้ง)จึงอยากเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปฏิรูปการเลือกตั้งโดยแก้กฎหมายเลือกตั้งแต่เพียงที่จำเป็น และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งให้มากที่สุด</strong> และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียมกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สรุปรายงาน&#8230;การประชุมสัมมนา หัวข้อ : สื่อมวลชนกับการปฏิรูปประเทศไทย</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Sep 2010 06:20:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=920</guid>
		<description><![CDATA[สื่อมวลชนกับการปฏิรูปประเทศไทย
เริ่มเวลา 09.00 น. – 12.00 น.  โดยมี วิทยากร 3 ท่าน ดังนี้

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี  และบริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
คุณสุภิญญา  กลางณรงค์ รองประธาน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) ผู้ดำเนินรายการ 

สรุปการเสวนา

การให้การเมืองมีความมั่นคง   สื่อต้องเป็นตัวช่วยที่สำคัญให้คนไทยมีความคิดที่เป็นบวก สื่อต้องคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรมของสื่อ มีความชัดเจน ตักเตือนผู้นำประเทศที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น     และสื่อก็เป็นตัวการสำคัญเช่นกันที่จะทำให้การเมืองพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม

2   Social Media มีความสำคัญมากขึ้น ที่สามารถเจาะเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งบูรณาการไปในทาง ทวิสเตอร์ เฟสบุค อีเมล เอสเอ็มเอส ฯลฯ แต่ก่อนสื่อจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายประชากรในจำนวน  50 ล้านคนได้นั้นต้องใช้เวลาโดยแยกเป็น วิทยุ – 30 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>สื่อมวลชนกับการปฏิรูปประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>เริ่มเวลา 09.00 น. – 12.00 น.  โดยมี วิทยากร 3 ท่าน ดังนี้</strong></p>
<ol>
<li><strong>คุณดนัย จันทร์เจ้า</strong><strong>ฉาย </strong>ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี  และบริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด</li>
<li><strong>คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี</strong> ประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์</li>
<li><strong>คุณสุภิญญา  กลางณรงค์</strong> รองประธาน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) <span style="font-family: Consolas, Monaco, 'Courier New', Courier, monospace; line-height: 25px; font-size: 11.8056px; white-space: pre;">ผู้ดำเนินรายการ<span id="more-920"></span> </span></li>
</ol>
<p>สรุปการเสวนา</p>
<ol>
<li>การให้<strong>การเมืองมีความมั่นคง   สื่อต้องเป็นตัวช่วยที่สำคัญให้คนไทยมีความคิดที่เป็นบวก สื่อต้องคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรมของสื่อ มี</strong>ความชัดเจน ตักเตือนผู้นำประเทศที่มีความเหมาะสม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น     และสื่อก็เป็นตัวการสำคัญเช่นกันที่จะทำให้การเมืองพัฒนาไปในทางที่ถูกต้องเหมาะสม</li>
</ol>
<p><strong>2   Social Media</strong> มีความสำคัญมากขึ้น ที่สามารถเจาะเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งบูรณาการไปในทาง ทวิสเตอร์ เฟสบุค อีเมล เอสเอ็มเอส ฯลฯ แต่ก่อนสื่อจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายประชากรในจำนวน  50 ล้านคนได้นั้นต้องใช้เวลาโดยแยกเป็น วิทยุ – 30 ปี , โทรทัศน์ – 13 ปี , โทรศัพท์ – 7 ปี , ไอพอท – 3 ปี , เฟสบุค – 9 เดือน</p>
<p>ซึ่งเฟสบุคใช้เวลาเพียงแค่ 9 เดือนสามารถเข้าถึงประชาชนได้ถึง 100 ล้านคน</p>
<p>3<strong> </strong> สื่อเบื้องต้น แยกเป็น สื่อรัฐและสื่อเอกชน</p>
<p>สื่อรัฐ คือ วิทยุ และ โทรทัศน์  ส่วนสื่อเอกชน คือ หนังสือพิมพ์,สื่อออนไลน์,อินเตอร์เน็ต ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อนมีปัญหาเพราะว่ามีการเปิดเสรีรอบด้านส่วนใหญ่จะมีทั้งสองฝ่าย</p>
<p>ส่วนใหญ่ที่จะมีปัญหาก็คือสื่อรัฐ รัฐจะต้องมีการปฏิรูปเพราะรัฐยังไม่มีกลไกในการดูแลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว       รัฐละเลยไม่มีการกำกับดูแล ส่วนสื่อที่รัฐดูแลที่เห็นได้ชัดคือ ช่อง 11 จะต้องมีการปฏิรูปทำอย่างไรไม่ต้องรับใช้รัฐบาลพูดถึงการปฏิรูปสื่อ</p>
<p>4   เรื่องกฎหมายที่ต้องตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกิจกรรมที่ไม่ใช่เรื่องความถี่ เช่น วิทยุชุมชน สื่อดาวเทียมที่ประกอบกิจการโทรทัศน์ ซึ่งมีกฎหมายแล้วเมื่อปี 2551    แต่ถูกยกเลิกไป ตามรัฐธรรมนูญ พศ 2550     ที่ บอกให้เหลือองค์กรเดียว คงไม่ใช่ กสช.กับกทช. ต้องเป็น กสทช.</p>
<p>5 ควรจะมีงบฟรีเหมือนกับองค์กรอิสระ ที่ต้องมีการอบรมนักข่าว ด้าน กฎหมาย จรรยาบรรณ   จิตวิทยา ผลกระทบต่อสังคมอย่างไรในข่าวหรือภาพแบบใด     ภาครัฐก็ต้องปฏิบัติก่อน ตามด้วยภาคเอกชน</p>
<p>6 สภาพัฒนาการเมืองควรเฝ้าระวังสื่อ   อาจจะมีคณะทำงานขึ้นมา เช่นมีข่าวการเมืองอะไร ที่ควรจะเป็นข่าวแต่ไม่เป็นข่าว เช่น สส. สภาล่ม ทำไมสภาล่ม ใครบ้างที่ไม่เข้าร่วมประชุม กรรมาธิการชุดไหนเข้าประชุมบ้างสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยจะออกเป็นข่าว</p>
<p>ควรทำให้เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ เช่น ควรมีการสร้างเว็บไซน์ข่าวทุกวัน หรือให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวทุกวันพุธ พฤหัสบดี  สส.คนไหนบ้างไม่เข้าประชุมควรสร้างกรอบไว้เลย สภาพัฒนาการเมืองจะต้องเข้ามาทำให้การเมืองเดินไปได้    หาช่องทางประชาคม เข้ามากดดันให้การเมืองในระบบเดินไปอย่างที่ควรจะเป็น ภาระกิจหลักของสภาพัฒนาการเมืองช่วยกันกับสื่อเข้ามาปฏิรูปประเทศไทย</p>
<p>7 มีกองทุนเงินอุดหนุนภาคประชาชน ลดบทบาทสื่อภาครัฐลง   ถ้ายังไม่แก้ไขควรมีภาคประชาชนเข้ามาช่วยกดดันแก้ไข    แบบสร้างสรรค์</p>
<p>8 การสร้างกลไกกำกับสื่อใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต เช่น สื่อดาวเทียม วิทยุชุมชน อินเตอร์เน็ต ถ้าแต่ละกลุ่มสามรถสร้างกลไกมากำกับดูแลก็จะสามารถเกิดการปฏิรูปได้</p>
<p>9 ควรร่วมกันผลักดันกับประชาชน   สื่อเองก็มีปัญหากับการเมือง ประชาชนเองก็มีปัญหากับสื่อ การเมืองจะกลัวภาคประชาชนกับสื่อมาก   และสื่อเองควรจับมือกับ ประชาชน เพื่อที่จะร่วมกันผลักดันสิ่งที่ดีเพื่อคนไทยทั้งประเทศ.</p>
<ol>
<li>กรรมการบอร์ดควรให้ประชาชนมีส่วนคัดเลือก</li>
<li>ค่าโฆษณา ทีวี ต้องกำหนดเพดาน วงเงินเพราะภาระจะตกแก่ประชาชน   ทีวี กำไรมาก</li>
</ol>
<p>12   สื่อมวลชน มีพื้นที่ให้ความรู้ประชาชน ที่ทันสมัย ทันยุค การเมือง สังคม สุขภาพ การเลี้ยงดูบุตรหลาน การศึกษา    กฎหมาย ทั้งเรื่องประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สิทธิ หน้าที่ บทบาท ของตนเองในระบอบประชาธิปไตย    ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพียงแค่การหย่อนบัตร    ความรู้ด้านกฎหมาย ต่างๆ  ฯลฯ</p>
<p>ด้านเศรษฐกิจ   การประกอบอาชีพ  วิชาชีพใดควรทำ   ทำอย่างไร   มีอะไรต้องระวัง  สอนเสริมเสียเลย</p>
<p>ซึ่ หลายสื่อก็มีอยู่ทั่วๆไป แต่..อยากให้เพิ่มมากขึ้น เช่น 30-40 % ของพื้นที่สื่อ</p>
<p>13 มีพื้นที่ กระตุกต่อมความดีของทุกคน   ซึ่งมีอยู่แล้วในทุกๆคน และ กล่อมเกลาจิตใจทุกๆวัน   เช่น คอยเตือนสติ ให้คำคม เปลี่ยนคำทุกๆวัน เช่น “วันนี้&#8230;.. คุณได้ทำอะไร ให้ ส่วนรวมบ้าง”</p>
<p>หรือ “วันนี้ คุณได้ประหยัดค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง”  หรือ “วันนี้ คุณได้ดูแลพ่อแม่หรือยัง”  หรือ</p>
<p>”วันนี้ คุณได้กอด  และบอกรักลูกหรือยัง”</p>
<p>“วันนี้คุณได้ทำความดีอะไรบ้าง  “  ฯลฯ  เพื่อกระตุ้นเตือน สติ ประชาชนทุกคนที่บริโภคสื่อมีพื้นที่แสดงธรรมะคำคมสั้นๆทุกๆวัน เช่น สติ ..มาปัญญาเกิด  หรือโรคของร่างกายไม่เท่าไร &#8230;แต่โรคทางใจเกิดได้ทุกเวลาฯลฯ     ถ้าทำได้เท่ากับว่าเราได้ปลูกฝังความดี   และ ให้สติ  ข้อคิดกับประชาชนทั่วประเทศรวมถึง เด็กและ เยาวชน ที่บริโภคสื่อด้วย</p>
<p>14 สื่อมวลชนเสนอความจริงไม่บิดเบือนใส่ร้ายป้ายสี หรือใช้เป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายจตรงข้าม</p>
<p>15 สื่อมวลชน  ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงทุกด้าน ไม่หมกเม็ด เช่นราคาน้ำมัน  ก๊าซ   ค่าไฟฟ้า  ต้นทุนเป็นอย่างไร  ค่าการกลั่นของน้ำมัน เท่าไร   (ซึ่งโพสต์ทูเดย์ได้เขียนให้เห็นชัดเจนดี แต่เป็นค่าเฉลี่ยค่าการตลาดราคาน้ำมัน    และน่าจะลง ค่าการกลั่นด้วยว่าเท่าไรแล้ว   ขอขอบคุณคะ)</p>
<p>แต่ไม่ใช่ชี้นำเหตุด้านเดียวเพื่อเอื้อให้ขึ้นราคา  เช่น หน้าหนึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ บอกว่า นักวิชาการธรรมศาสตร์  บอก      ว่าควรขึ้นราคาก๊าซ   เพราะต้นทุนเพิ่มฯลฯ  แต่ไม่ได้เขียนหน้าหนึ่งว่า ปตท ซึ่งผูกขาดการขายก๊าซ  กำไรจากการขายก๊าซเป็นหลายหมื่นล้าน   หรือเงินกองทุนน้ำมันเอาไปลงทุนโฆษณาเท่าไรแล้ว ลงทุนอะไรบ้าง    เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือช่วยเสริมความชอบธรรมแก่ปตท   หรือการไฟฟ้า    ในการขึ้นราคาก๊าซ  ค่าไฟฟ้า</p>
<p>16 สื่อมวลชนเป็นที่พึ่งของประชาชนเมื่อมีปัญหาเช่นเดือดร้อน  ร้องเรียน แจ้งข่าว  ซึ่งหลายสื่อก็มีให้เห็น ทั่วๆไปเช่น คุณ ออด เทอร์โบ ไทยรัฐ สามารถช่วยประชาชนได้มากๆ ทีเดียว เพราะบางที หน่วยงานรัฐ ไม่ค่อยจะเดินเครื่อง      แต่เมื่อสื่อลงกระจายข่าวแล้ว จะรีบวิ่งกันเลย</p>
<p>17   สื่อมีพื้นที่ สำหรับการประชาสัมพันธ์ของประชาชนฟรี   เช่น การจัดทำกิจกรรม  และเป็นที่ที่ให้ประชาชนสามารถสื่อถึงกัน รวมตัวกัน  ประสานกันได้ทางสื่อมวลชน   เช่นในกระบวนการเรียกรวมกลุ่มของเสื้อหลากสี   การต่อต้านการแปรรูปไฟฟ้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/09/01/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพื่อนๆ ผู้สนใจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นทุกท่าน</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/08/13/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/08/13/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Aug 2010 03:11:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=916</guid>
		<description><![CDATA[         ทีมงานจิตตทักษะ (ด้วยความอนุเคราะห์สถานที่จาก SportsCity) ได้จัดWorkshop จิตตทักษะในการบริหารและบำบัดอารมณ์ตนเอง ฟรีให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการช่วยบำบัดความทุกข์ผู้อื่นและผู้ที่มีปัญหาความทุกข์อยู่ โดยจะจัดทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3ของเดือนไปเรื่อยๆ ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่ 930 น. ถึง1200 น. โดยรับผู้สัมมนาได้ไม่เกิน 100 คนต่อครั้ง
 สำหรับเดือนสิงหาคม จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม
สำหรับเดือนกันยายน จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน
สำหรับเดือนตุลาคมและต่อไปจะแจ้งล่วงหน้าเป็นระยะ
 ใน Workshop ท่านจะได้สัมผัสถึงคุณสมบัติที่ถูกซ่อนเร้นของจิตในการบริหาร สร้าง ขับเคลื่อน ทำลายและถ่ายเท พลังงานต่างๆ
ที่ปรากฏในร่างกาย เช่น พลังงานความคิด พลังงานความจำ พลังงานอารมณ์พลังงานแห่งความรู้สึกและเจ็บปวด พลังงานลมปราณ ฯลฯ
ซึ่งจิตของมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้มาแต่กำเนิดแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาคุณสมบัติแห่งจิตเหล่านี้จนใช้งานได้กับชีวิตจริงในการเริ่มต้นฝึกจิตตทักษะท่านจะพบกับมิติใหม่ที่พิสูจน์ได้ทันทีด้วยตนเองของการบริหารอารมณ์ การปรับพฤติกรรม การลบความฝังใจ การบำบัดโรค(โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเครียด ความกลัว ความหดหู่ท้อแท้ Bipolar)ด้วยทักษะทางจิตของท่านเอง
จนทำให้มุมมองต่อศักยภาพการใช้ชีวิตของตัวท่านเองต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในตอนท้ายของ Workshopจะมีการแก้ปัญหาอารมณ์โดยทีมงานให้กับผู้เข้าสัมมนาได้เป็นพิเศษ 2เคสต่อการสัมมนา 1 ครั้ง
โดยผู้เข้าสัมมนาที่ต้องการบำบัดพิเศษให้แจ้งล่วงหน้าทางโทรศัพท์ผู้ที่แจ้งก่อนจะได้รับโอกาสก่อนครับ
 สถานที่ ห้อง In Between Hall ณ. SportsCity [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>         ทีมงานจิตตทักษะ (ด้วยความอนุเคราะห์สถานที่จาก SportsCity) ได้จัดWorkshop จิตตทักษะในการบริหารและบำบัดอารมณ์ตนเอง ฟรีให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการช่วยบำบัดความทุกข์ผู้อื่นและผู้ที่มีปัญหาความทุกข์อยู่ โดยจะจัดทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 3ของเดือนไปเรื่อยๆ ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่ 930 น. ถึง1200 น. โดยรับผู้สัมมนาได้ไม่เกิน 100 คนต่อครั้ง<span id="more-916"></span></p>
<p> สำหรับเดือนสิงหาคม จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม</p>
<p>สำหรับเดือนกันยายน จะเป็นวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน</p>
<p>สำหรับเดือนตุลาคมและต่อไปจะแจ้งล่วงหน้าเป็นระยะ</p>
<p> ใน Workshop ท่านจะได้สัมผัสถึงคุณสมบัติที่ถูกซ่อนเร้นของจิตในการบริหาร สร้าง ขับเคลื่อน ทำลายและถ่ายเท พลังงานต่างๆ<br />
ที่ปรากฏในร่างกาย เช่น พลังงานความคิด พลังงานความจำ พลังงานอารมณ์พลังงานแห่งความรู้สึกและเจ็บปวด พลังงานลมปราณ ฯลฯ<br />
ซึ่งจิตของมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้มาแต่กำเนิดแต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาคุณสมบัติแห่งจิตเหล่านี้จนใช้งานได้กับชีวิตจริงในการเริ่มต้นฝึกจิตตทักษะท่านจะพบกับมิติใหม่ที่พิสูจน์ได้ทันทีด้วยตนเองของการบริหารอารมณ์ การปรับพฤติกรรม การลบความฝังใจ การบำบัดโรค(โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเครียด ความกลัว ความหดหู่ท้อแท้ Bipolar)ด้วยทักษะทางจิตของท่านเอง<br />
จนทำให้มุมมองต่อศักยภาพการใช้ชีวิตของตัวท่านเองต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ในตอนท้ายของ Workshopจะมีการแก้ปัญหาอารมณ์โดยทีมงานให้กับผู้เข้าสัมมนาได้เป็นพิเศษ 2เคสต่อการสัมมนา 1 ครั้ง<br />
โดยผู้เข้าสัมมนาที่ต้องการบำบัดพิเศษให้แจ้งล่วงหน้าทางโทรศัพท์ผู้ที่แจ้งก่อนจะได้รับโอกาสก่อนครับ</p>
<p> สถานที่ ห้อง In Between Hall ณ. SportsCity ถนนประชาชื่น<br />
ตรงข้ามการประปานครหลวง ดูแผนที่ที่ <a href="http://www.sportscity.co.th/">www.sportscity.co.th</a></p>
<p>โทรสำรองเวลาและสอบถามรายละเอียดที่ 089-456-8916, 086-567-7345, 083-7022-2248</p>
<p>Workshop นี้เป็นการ Service สังคมจริงๆ ฝากประชาสัมพันธ์ต่อให้เพื่อนๆรอบข้างด้วยครับ</p>
<p> ด้วยความนับถือ</p>
<p>ชลนวัตกรณ์ วิภาสธาริตสกุล</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/08/13/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%86-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การอนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก: การกระทำผิดอย่างน่าละอายที่คณะกรรมการมรดกโลกต้องแก้ไข</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/07/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/07/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Jul 2010 12:37:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=913</guid>
		<description><![CDATA[          เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้รัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร (เปรียะวิเฮียร์ ในภาษากัมพูชา) เป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา โดยมีการดำเนินการของผู้ซึ่งเกี่ยวข้องที่ผิดปกติ ไม่โปร่งใส เอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  แนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  (Operational Guidelines for the Implementation of World Heritage Convention) และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee Rules of Procedure)  รวมทั้งเพื่อให้รัฐภาคีต่างๆ ได้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุและเหตุผลที่ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทยต้องดำเนินการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา
         ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 32 วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551   ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น  ได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหาร ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ  นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความไม่พอใจและโกรธแค้นกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ  การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือและความเข้าใจอันดีในระดับชาติและระดับนานาชาติในการร่วมกันคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ
         [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้รัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร (เปรียะวิเฮียร์ ในภาษากัมพูชา) เป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา โดยมีการดำเนินการของผู้ซึ่งเกี่ยวข้องที่ผิดปกติ ไม่โปร่งใส เอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  แนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  (Operational Guidelines for the Implementation of World Heritage Convention) และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee Rules of Procedure)  รวมทั้งเพื่อให้รัฐภาคีต่างๆ ได้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุและเหตุผลที่ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทยต้องดำเนินการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา<span id="more-913"></span></p>
<p>         ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 32 วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551   ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น  ได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหาร ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ  นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความไม่พอใจและโกรธแค้นกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ  การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือและความเข้าใจอันดีในระดับชาติและระดับนานาชาติในการร่วมกันคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ</p>
<p>         ผู้จัดทำเอกสารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อรัฐภาคีต่างๆ ได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว  จะได้ช่วยกันผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อาทิเช่น ICOMOS  ศูนย์มรดกโลก  คณะกรรมการมรดกโลก และยูเนสโก  ได้แก้ไขการกระทำผิดที่น่าละอายนี้  รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีกกับทรัพย์สินที่จะถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยรัฐภาคีใดๆ ในอนาคตอีก</p>
<p>                                                         <strong>ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร</strong><strong></strong></p>
<p>                                                                                     และ</p>
<p>                                                             <strong>ประชาชนชาวไทยผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย</strong><strong></strong></p>
<p>                                                                           14  กรกฎาคม  พ.ศ. 2553</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>    </strong><strong>1.</strong><strong> </strong><strong>  ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร</strong><strong></strong></p>
<p><strong>      </strong></p>
<p><strong>      </strong>     ก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะเข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ดินแดนทั้งหมดของประเทศกัมพูชาและประเทศลาวในปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม (ชื่อของประเทศไทยในขณะนั้น)  ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867)  ฝรั่งเศสได้ใช้กำลังขู่บังคับจนสยามต้องทำสนธิสัญญายอมให้ฝรั่งเศสเป็นผู้อารักขากัมพูชา ยกเว้นเสียมเรียบ พระตะบอง และศรีโสภณ  หลังจากนั้นเมื่อ พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เกิดกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  ฝรั่งเศสส่งเรือปืนเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาของสยาม  และบังคับให้สยามยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส  ทำให้สยามต้องยอมทำสนธิสัญญายกลาวให้ฝรั่งเศส ในช่วงเวลานั้นฝรั่งเศสสามารถยึดครองดินแดนในกัมพูชา ลาว และเวียดนามได้โดยสมบูรณ์ และรวมดินแดนทั้งสามนี้จัดตั้งเป็น “อินโดจีนฝรั่งเศส”  ต่อมาฝรั่งเศสได้ฉวยโอกาสส่งกองกำลังทหารเข้าไปยึดจันทบุรีเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าว  ถึงแม้นสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาโดยไม่บิดพลิ้ว แต่ฝรั่งเศสยังคงกำลังทหารไว้ที่จันทบุรีเป็นเวลาถึง 10 ปี     จนในที่สุดสยามต้องทำสนธิสัญญาในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการได้จันทบุรีคืนมา  แม้ฝรั่งเศสจะยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี  แต่กลับนำกำลังทหารดังกล่าวเข้าไปยึดตราด เกาะกง และด่านซ้าย โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาอีกเช่นเคย  ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907)  สยามต้องยอมทำสนธิสัญญายกเสียมเรียบ พระตะบอง และศรีโสภณ  ให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการได้ตราด เกาะกง และด่านซ้าย คืนมา   แต่ฝรั่งเศสก็ยังบิดพลิ้วไม่คืนเกาะกงให้จนกลายเป็นของกัมพูชาในปัจจุบัน  </p>
<p>          ปราสาทพระวิหาร (เปรียะวิเฮียร์ ในภาษากัมพูชา) ตั้งอยู่บนเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขายอดหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก  เทือกเขาพนมดงรักเป็นแนวพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเส้นเขตแดนเป็นไปตามแนวสันปันน้ำตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)  (สันปันน้ำคือแนวสูงสุดของเทือกเขา  เวลาฝนตก น้ำฝนจะแยกตัวไหลลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่าทั้งสองด้าน เป็นการแบ่งเขตแดนโดยธรรมชาติตามหลักสากล อนึ่งสันปันน้ำเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่เป็นหินแกร่งและคงทนยืนยงอยู่ได้ตลอดไป) และสนธิสัญญาดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมระหว่างอินโดจีนกับสยาม  ต่อมาฝ่ายฝรั่งเศสในคณะกรรมการผสมดังกล่าวได้จัดทำแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ซึ่งต่อไปเรียกว่า “แผนที่ภาคผนวก 1 (Annex I map)” เพื่อแสดงเส้นเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม โดยการร้องขอของฝ่ายไทยในคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม    แต่มีข้อตกลงกันว่าจะได้มีการกำหนดเส้นเขตแดนขึ้นแน่นอน  เมื่อได้ให้สมาชิกคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมทั้งสองฝ่ายลงนามในแผนที่ที่แสดงเส้นเขตแดนนั้นแล้ว  แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมไม่เคยให้ความเห็นชอบและลงนามรับรองในแผนที่ภาคผนวก 1  เลย  นอกจากนี้ฝ่ายฝรั่งเศสยังดำเนินการเองแต่โดยลำพังในการพิมพ์แผนที่ดังกล่าวเผยแพร่  และแจกจ่ายแผนที่โดยมิได้ขอความเห็นหรือความเห็นชอบด้วยจากฝ่ายไทย  ยิ่งไปกว่านั้นแผนที่ดังกล่าวยังสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ถูกต้องตามภูมิประเทศของพื้นที่จริง   เส้นเขตแดนที่ลากในแผนที่ดังกล่าวได้หันเหเป็นอย่างมากจากเส้นสันปันน้ำจริงเนื่องจากข้อผิดพลาดที่เกิดจากการกำหนดที่ตั้งอย่างผิดๆ ของแม่น้ำโอตาเซม  ส่งผลให้เส้นเขตแดนที่แสดงผิดและออกไปนอกแนวเส้นสันปันน้ำจริง โดยทำให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนกัมพูชา  ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำแผนที่ดังกล่าว  เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นการจงใจทำของฝ่ายฝรั่งเศสเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน</p>
<p>          ในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)  ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส  ต่อมาจึงมีการเจรจาปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา  และเกิดกรณีพิพาทโดยกัมพูชาอ้างว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา  ประเทศกัมพูชาได้ยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยศาลได้รับฟ้องในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502  ตามคำแถลงสรุปสุดท้ายของกัมพูชาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2505  กัมพูชาได้ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยทั้งหมด 5 ข้อดังนี้  จากเดิมที่เคยขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพียง 2 ข้อคือ ข้อ 3) และ 4)  เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502 </p>
<p>1)   พิพากษาชี้ขาดว่า  แผนที่ตอนเขาดงรัก (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชา) นั้นได้ถูกจัดทำและพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ในนามของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมที่ตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 และว่าแผนที่นี้แสดงรายละเอียดตรงตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว  โดยเหตุผลจากความจริงข้อนี้และด้วยความตกลงและการปฏิบัติต่อมาของภาคีในสัญญา  แผนที่นี้จึงมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาอย่างหนึ่ง</p>
<p>2)   พิพากษาชี้ขาดว่า  เส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยในเขตพิพาทกันในบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นเส้นเขตแดนที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมระหว่างอินโดจีนกับสยาม (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชา)</p>
<p>3)   พิพากษาชี้ขาดว่า  ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา</p>
<p>4)   พิพากษาชี้ขาดว่า  ราชอาณาจักรไทยมีพันธะกรณีที่จะต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณสิ่งหักพังของปราสาทพระวิหารภายในดินแดนกัมพูชาตั้งแต่ ค.ศ. 1954</p>
<p>5)   พิพากษาชี้ขาดว่า  สิ่งปฏิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของอนุสาวรีย์ รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ  ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทยนับตั้งแต่ ค.ศ. 1954 นั้น  รัฐบาลไทยจะต้องส่งคืนให้แก่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา</p>
<p>หลังจากการพิจารณาคดีถึง 73 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี  8 เดือน  ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยผู้พิพากษาที่ร่วมการพิจารณาจำนวน 12 ท่าน ได้มีคำพิพากษาดังนี้</p>
<p>“ในประการสุดท้าย  เมื่อพิจารณาถึงคำแถลงสรุปที่คู่ความได้ยื่นต่อศาลเมื่อตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจา  ศาลมีความเห็นดังเหตุผลที่ได้บ่งไว้ในตอนต้นของคำพิพากษานี้ว่าคำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท  จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการขอคำพิพากษา ในทางตรงกันข้าม ศาลเห็นว่าประเทศไทยนั้นหลังจากที่ได้แถลงข้อเรียกร้องของตนเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือพระวิหารแล้ว ได้จำกัดการต่อสู้คดีตามคำแถลงสรุปของตนในตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจาอยู่แต่เพียงการโต้แย้งและปฏิเสธเพื่อลบล้างข้อต่อสู้ของคู่ความฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น  โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะเลือกหาเหตุผลที่ศาลเห็นเหมาะสมซึ่งคำพิพากษาอาศัยเป็นมูลฐาน </p>
<p>ในการพิจารณาข้อเรียกร้องซึ่งได้เสนอต่อศาลโดยกัมพูชาและไทยตามลำดับเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารอันเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐทั้งสอง  ศาลพิพากษามีความเห็นอันเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สาม นอกจากนั้นศาลยังพิพากษาเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สี่ เกี่ยวกับการถอนหน่วยทหารออกไปด้วย</p>
<p>ในส่วนที่เกี่ยวกับคำแถลงสรุปข้อที่ห้าของกัมพูชาเกี่ยวกับการคืนสิ่งของศาลพิจารณาเห็นว่าคำขอในข้อนี้มิได้เป็นการขยายข้อเรียกร้องเดิมของกัมพูชา (ซึ่งถ้ากรณีเป็นเช่นนั้นคำขอนี้จะรับฟังมิได้ตั้งแต่แรกเสนอแล้ว) หากแต่ปรากฏอยู่โดยปริยายและเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อเรียกร้องเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกับคำแถลงสรุปข้อที่สี่ ในอีกทางหนึ่งไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่ได้ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างแน่นอนว่าวัตถุชนิดที่กล่าวไว้ในคำแถลงสรุปนี้ ประเทศไทยได้เคลื่อนย้ายไปจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณปราสาทนับแต่ประเทศไทยได้เข้าครอบครองเมื่อ ค.ศ. 1954 เป็นความจริงที่ประเทศไทยก็มิได้ปฏิเสธมากมายนักในข้อกล่าวหานี้ นอกจากจะอ้างว่าคำขอนี้รับฟังไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ดีในพฤติการณ์เช่นนี้ การมอบคืนสิ่งของจึงเป็นปัญหาที่ศาลจะวินิจฉัยได้แต่เพียงในหลักการให้เป็นไปตามคำขอของกัมพูชาโดยไม่กล่าวถึงวัตถุสิ่งใดโดยเจาะจง</p>
<p>ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้ </p>
<p>ศาลโดยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา</p>
<p>โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา</p>
<p>โดยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา</p>
<p>โดยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชาซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1954”</p>
<p>เนื่องจากคำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและสองของกัมพูชา ศาลไม่ได้พิพากษาให้ตามคำขอ โดยศาลให้เหตุผลว่าคำขอทั้งสองข้อนี้เป็นเพียงเหตุผลที่จะนำไปสู่การพิจารณาสนับสนุนคำแถลงสรุปข้อที่เหลือ  ดังนั้นในทางกฎหมายจึงต้องถือว่าศาลไม่ได้พิพากษารับรองแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชาว่าถูกต้องหรือมีสถานะทางกฎหมายอย่างใด  ทั้งไม่ได้พิพากษาให้ใช้เส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ดังกล่าว  ดังนั้นไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาเพื่อตกลงเขตแดนระหว่างกัน</p>
<p>นอกจากนี้สำหรับแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นสันปันน้ำจริง   มีผู้พิพากษา 4 ท่านได้ให้ความเห็นไว้ดังนี้</p>
<p>ผู้พิพากษา เซอร์ เจรัลด์ ฟิทซ์มอริส (Sir Gerald Fitzmaurice) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นต่างหากตอนท้ายไว้ดังนี้ “ข้าพเจ้าก็ใคร่จะกล่าวด้วยว่า  พยานผู้เชี่ยวชาญในปัญหาเรื่องนี้ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาได้ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อเห็นจริงว่า  เส้นสันปันน้ำเป็น (และได้เป็นเช่นนี้ในระยะระหว่าง ค.ศ. 1904-1908) ดังที่ฝ่ายไทยได้อ้าง”</p>
<p>ผู้พิพากษา ลูซิโอ เอ็ม. มอเรโน กินตานา (Lucio M. Moreno Quintana) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งตอนท้ายไว้ดังนี้  “เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้ลงข้อยุติได้ดังต่อไปนี้</p>
<p>(1)  ปัญหาสารัตถะสำคัญที่ศาลจะต้องตัดสินเพราะไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ได้โดยเด็ดขาดถึงการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเหนือบริเวณปราสาทได้แก่การตีความข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทย</p>
<p>(2)  การตีความนี้เป็นผลมาจากการพิจารณากำหนดสันปันน้ำระหว่างสองลุ่มน้ำ  ซึ่งได้ระบุไว้ว่าให้เป็นเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยในอาณาบริเวณดงรัก</p>
<p>(3)  หลักฐานทางวิชาการที่ประเทศไทยได้เสนอมา  และซึ่งการซักค้านโดยกัมพูชาได้มีส่วนช่วยอย่างมากนั้น  เป็นพยานหลักฐานที่แม่ยำและเป็นที่ยุติได้อย่างมากมายในการพิสูจน์ว่าสันปันน้ำเดินไปตามขอบของชะโงกผาซึ่งพระวิหารตั้งอยู่</p>
<p>(4)     ผลอันนี้วินิจฉัยคดีไปในทางว่า  ส่วนของอาณาเขตซึ่งปราสาทตั้งอยู่นั้นอยู่ในอาณาเขตไทย”</p>
<p>ผู้พิพากษา เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งบางตอนไว้ดังนี้  “จากการตรวจพิจารณาข้อข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ดังกล่าวข้างต้นและการพิจารณาถึงกฎหมายที่อาจใช้บังคับแก่คดีนี้  ข้าพเจ้าขอสรุปความเห็นเป็น 2 ดังนี้</p>
<p>(1)     กัมพูชาไม่ได้พิสูจน์ลักษณะผูกพันของแผนที่ภาคผนวก 1 ตามที่อ้างได้  และ</p>
<p>(2)  ข้อต่อสู้ของกัมพูชาที่ว่าการนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นการยอมรับโดยปริยาย  ซึ่งเส้นเขตแดนตามที่หมายไว้บนแผนที่ภาคผนวก 1  ฟังไม่ได้ในข้อเท็จจริงและไม่มีข้อสนับสนุนในทางกฎหมาย”</p>
<p>          ผู้พิพากษา เซอร์ เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ (Sir Percy Spender) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งบางตอนไว้ดังนี้  “ในประการสุดท้าย  เมื่อได้คำนึงถึงหลักฐานทางเทคนิคที่ได้ยื่นต่อศาล  ทั้งโดยกัมพูชาและไทย  ข้าพเจ้าไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเส้นสันปันน้ำในปัจจุบัน  และใน ค.ศ. 1904 จะต้องผ่านไปตามขอบใต้ของเขาพระวิหาร  ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้ปราสาทพระวิหารอยู่ทางด้านไทยของเส้นเขตแดน”  และได้ให้ความเห็นแย้งในตอนท้ายไว้ดังนี้  </p>
<p>          “ข้าพเจ้าเสียใจอย่างเหลือล้นที่เห็นเป็นการจำเป็นต้องแสดงทัศนะของข้าพเจ้าอย่างยืดยาวเช่นนี้  คดีนี้ถึงแม้จะมีความสำคัญแก่รัฐทั้งสองที่เกี่ยวข้องโดยตรง  แต่อย่างไรก็ดี  ยังมีความสำคัญซึ่งแผ่ขยายเกินขอบเขตของการฟ้องร้องนี้ออกไปด้วย</p>
<p>          คณะกรรมการผสมจะปักปันเขตแดนเขาดงรักหรือไม่ปักปันก็ตาม  ตามความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว  ความจริงจะต้องเป็นว่าเส้นเขตแดนปัจจุบันบนทิวเขานี้คือเส้นสันปันน้ำ</p>
<p>          อย่างไรก็ดี  ศาลได้ถือเอาเส้นเขตแดนซึ่งมิใช่เส้นสันปันน้ำอันเป็นเส้นอีกเส้นหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณที่สำคัญของปราสาทพระวิหารที่แตกต่างไปจากเส้นสันปันน้ำอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>          ความเห็นนี้อ้างเห็นผลสนับสนุนด้วยการใช้หลักความคิดในเรื่องการยอมรับนับถือและการให้ความยินยอมโดยนิ่งเฉย</p>
<p>          ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อศาล  ข้าพเจ้าจำใจที่จะกล่าวว่า  ตามการวินิจฉัยของข้าพเจ้า  ในฐานที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้หลักความคิดเหล่านี้อย่างผิดๆ  และขยายขอบเขตหลักความคิดเหล่านี้ออกไปอย่างยอมรับไม่ได้  ดินแดนซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นเป็นของประเทศไทยทั้งโดยสนธิสัญญาและโดยองค์กรซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาเพื่อพิจารณากำหนดเส้นเขตแดนนั้น  ในบัดนี้ได้กลับกลายไปเป็นของกัมพูชา”</p>
<p>                คณะรัฐมนตรีของไทยซึ่งมีจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ เป็นนายรัฐมนตรีในขณะนั้น  มีมติในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร  คำปราศรัยของจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ แก่ประชาชนชาวไทยทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 มีข้อความในคำปราศรัยดังกล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป  ก็คงได้ไปแต่ซากสลักหักพังและแผ่นดินเฉพาะที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น”   และในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติกำหนดบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อกัมพูชาจักได้มีอำนาจอธิปไตยต่อปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา  โดยกำหนดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบปราสาทพระวิหาร  มีแนวเขตจากปีกขวาของตัวปราสาทพระวิหารตั้งแต่ช่องบันใดหัก (ช่องบันไดหักอยู่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร) ลากเส้นตรงผ่านชิดบันไดนาคตรงไปจนถึงตัวปราสาทพระวิหาร แล้วลากเส้นตรงขนานกับตัวปราสาทพระวิหารไปสุดที่หน้าผาชันด้านหลังปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นเนื้อที่บริเวณปราสาทพระวิหารประมาณ 0.25 ตารางกิโลเมตร  พร้อมทั้งจัดทำป้ายแสดงเขตบริเวณปราสาทพระวิหาร และทำรั้วลวดหนามกั้น</p>
<p>          ต่อมานายถนัด  คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น  ได้ส่งหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ถึงนายอู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ มีใจความที่สำคัญแจ้งว่า รัฐบาลไทยเห็นว่าคำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม  แต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ  จะปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่รัฐบาลไทยขอตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคตเพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา  โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา </p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>รูปที่ </strong><strong>1:</strong>  เส้นเขตแดนบริเวณเขาพระวิหาร</p>
<p>          <strong></strong></p>
<p><strong>     2.</strong><strong>   การกระทำผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>ประเทศกัมพูชาได้ยื่นเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกเพื่อขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2548  ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้มีการหารือกันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง  โดยประเทศไทยได้แสดงข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหาร และเสนอให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันในลักษณะข้ามพรมแดน (Transboundary nomination) แต่ประเทศกัมพูชายังคงดำเนินการที่จะขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว  ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติรับรองว่าปราสาทพระวิหารมีคุณค่าสากลที่โดดเด่น (Outstanding Universal Value)  ตามเกณฑ์มรดกโลก และเห็นชอบในหลักการว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากนั้นประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้มีการหารือกันในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลายครั้ง แต่ยังคงมีประเด็นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารที่ไม่สามารถตกลงกันได้  ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551  กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ยื่นหนังสือช่วยจำเพื่อประท้วงต่อประเทศกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย อันเนื่องจากมีชุมชนกัมพูชาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บริเวณบนเขาพระวิหารซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทยและใกล้กับปราสาทพระวิหาร รวมทั้งขอให้กัมพูชาถอนกำลังทหารและตำรวจที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว  แต่ประเทศกัมพูชาปฏิเสธคำประท้วงของไทย โดยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา จากนั้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551  นายนพดล  ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้นได้หารือกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส  โดยได้ข้อสรุปว่ากัมพูชาตกลงจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร และจะเสนอแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ให้ไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก  ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551  กัมพูชาได้เสนอร่างแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ให้ไทยพิจารณา  และในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqué)<strong> </strong>เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมทั้งแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ดังกล่าว  จากนั้นในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ได้มีการลงนามรับรองคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาดังกล่าว</p>
<p> ต่อมาได้มีประชาชนไทยจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและคณะรัฐมนตรีไทยต่อศาลปกครองกลางของไทยว่าการลงนามรับรองคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาดังกล่าวมีเจตนาไม่สุจริตและไม่คำนึงถึงความเสียหายด้านอาณาเขตดินแดนและอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและคณะรัฐมนตรีไทย ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  แต่ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดก ทั้งๆ ที่กัมพูชายังไม่มีการกำหนดเขตกันชนที่แน่ชัด โดยละเลยและไม่คำนึงถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณรอบๆ ประสาทพระวิหารที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา  หลังจากนั้นไม่กี่วัน  ทหารทั้งสองประเทศได้เคลื่อนกำลังมาใกล้พื้นที่ปราสาทพระวิหาร  และปราสาทพระวิหารได้ถูกปิดสำหรับนักท่องเที่ยว  ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2551 ทั้งสองฝ่ายได้มีความพยายามเพื่อเจรจา  แต่ไม่มีความก้าวหน้าที่สำคัญ  ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 และเดือนเมษายน 2552 มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร  มีทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันให้เห็นถึงความขัดแย้งในพื้นที่พิพาทบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารที่มีอยู่ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา  และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยคณะกรรมการมรดกโลก</p>
<p>ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ  ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190 วรรคสอง   และในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ศาลปกครองกลางได้มีคำตัดสินให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และให้คงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ให้มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด</p>
<p>ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทยได้มีมติว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และนายนายนพดล  ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย  กระทำผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีร่วมกันดำเนินการให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา   โดยมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศไทยมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองประเทศกัมพูชา</p>
<p>สำหรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชานั้น มีการดำเนินการในเรื่องนี้ที่ผิดปกติ ไม่โปร่งใส เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชา และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) แนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  (Operational Guidelines for the Implementation of World Heritage Convention) และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee Rules of Procedure) โดยมีรายละเอียดตั้งแต่การประเมินปราสาทพระวิหารเพื่อการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาโดย ICOMOS (the International Council on Monuments and Sites) จนถึงหลังมีการมติอนุมัติการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยคณะกรรมการมรดกโลก  พอสรุปได้ดังนี้</p>
<p><strong>2.1</strong><strong> </strong><strong>การประเมินปราสาทพระวิหาร</strong><strong>เพื่อการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา</strong><strong>โดย </strong><strong>ICOMOS</strong><strong> </strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>          หลังได้ยื่นเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกเพื่อขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2548  กัมพูชาได้ส่งเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกสำหรับปราสาทพระวิหารให้ศูนย์มรดกโลกใหม่อีกครั้งตามคำขอของศูนย์มรดกโลกที่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เขตกันชนซึ่งกำหนดพื้นที่ครอบคลุมทั้งของประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2549  เมื่อเรื่องได้ส่งต่อมาถึง   ICOMOS  จึงได้มีการพิจารณาหาผู้ที่เหมาะสมที่จะมาประเมินโดยได้มีการเชิญ ICOMOS ประเทศไทย ตั้งแต่ มิถุนายน พ.ศ. 2549 ให้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปราสาทพระวิหารในนาม ICOMOS  แต่ยังไม่มีการส่งเอกสารรายละเอียดมาให้ ICOMOS ประเทศไทย และในที่สุดก็ได้ขาดการติดต่อจาก ICOMOS  ไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ  ต่อมา Nomination File No. 1224 ในชื่อว่า “The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” ได้ผ่านการประเมินโดย ICOMOS ตามเอกสาร WHC-07/31.COM/INF.8B.1 ทำให้ได้รับการบรรจุเข้าวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสท์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยข้อมูลที่ทางกัมพูชานำเสนอได้แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบทั้งหมดของปราสาทพระวิหารนั้นพื้นที่ที่เป็นส่วนของการบริหารจัดการเพื่อรักษาคุณค่าของแหล่งตั้งอยู่ในเขตของกัมพูชาเท่านั้น ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องพื้นที่พิพาทกับประเทศไทยในบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหาร และสร้างข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับโบราณสถานขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ในการนี้  โดยได้ผ่านการประเมินของ ICOMOS  ไปอย่างน่าสงสัย  อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ได้มีมติ 31 COM 8B.24 ให้เลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหารไปในการประชุมสมัยที่ 32 ในปี 2551 เนื่องจากแผนผังกำหนดพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา </p>
<p>          ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ทางกัมพูชาได้เชิญให้ผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในการจัดทำแผนบริหารจัดการโดยมอบให้ทำแผนในเขตกันชนในประเทศไทย  ผู้แทนฝ่ายไทยได้กล่าวย้ำในที่ประชุมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการตกลงกันในเรื่องเขตแดนก่อน  และเสนอทางออกว่าควรเสนอเป็นมรดกโลกร่วมกันระหว่างกัมพูชากับไทย แต่ก็ไม่เป็นที่รับฟังของที่ประชุมรวมทั้งไม่ได้บันทึกความเห็นนี้ในรายงานความก้าวหน้า นอกจากนั้นยังประกาศว่าการแก้ไขข้อมูลใดๆ หลังจากที่ ICOMOS  ประเมินแล้วไม่สามารถทำได้นอกจากจะถอนเรื่องออกมาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายไทยต้องประกาศถอนตัวไม่ร่วมทำงานร่วมด้วย  หลังจากนั้น ICOMOS  ประเทศไทย ได้มีหนังสือไปถึง Mr. Michael Petzet ประธาน ICOMOS  เพื่อโต้แย้งการประเมินปราสาทพระวิหารโดย ICOMOS  ใน 5 ประเด็นดังนี้</p>
<p>1)       เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาคุณค่าสากลที่โดดเด่น  ในความเป็นมรดกโลกของประสาทพระวิหาร ในรายงานของ ICOMOS  มีความแตกต่างไปจากเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination File) ของกัมพูชา โดยไม่มีเหตุผลชี้แจงการเปลี่ยนแปลง</p>
<p>2)       ICOMOS มีความเห็นสอดคล้องตามเอกสารข้อมูลนำเสนอของกัมพูชาว่า ปราสาทพระวิหารเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมเขมร ทั้งในการวางผังและรายละเอียดการตกแต่ง ทั้ง ๆ ที่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ แสดงถึงภูมิปัญญาในการออกแบบวางผัง การใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม ที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กับปราสาทพระวิหาร แต่ไม่ได้มีการนำมาพิจารณาในฐานะโบราณสถานและพื้นที่ที่อยู่เชื่อมต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นการนำเสนอพื้นที่โบราณสถานที่ไม่สมบูรณ์</p>
<p>3)       การพิจารณาของ ICOMOS ไม่ได้คำนึงถึงปราสาทพระวิหารในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานและชุมชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ดูแลเทวาลัย และความผูกพันทางจิตใจ ซึ่งถือเป็นคุณค่าแบบที่สัมผัสจับต้องไม่ได้ (Intangible) และเป็นหัวใจสำคัญที่บ่งชี้ถึงจิตวิญญาณของสถานที่ (Spirit of the place)</p>
<p>4)       การบรรยายลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏอยู่ในรายงานของ ICOMOS แสดงให้เห็นถึงการตีความและการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหลายประการ ที่ชวนให้สงสัยถึงความไม่ตรงไปตรงมาทางวิชาการเพื่อเหตุผลบางประการ</p>
<p>5)       รายงานของ ICOMOS ให้ความเห็นชอบกับการกำหนดเขตในการปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์ และจัดการ พื้นที่ของปราสาทพระวิหาร โดยให้ข้อแม้เกี่ยวกับการตกลงร่วมกันระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในเรื่องเส้นเขตแดน แต่ความจริงแล้วปัญหามิได้มีเพียงแต่เฉพาะเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนเท่านั้น เนื่องจากยังมีความไม่เหมาะสมทางวิชาการที่ควรให้มีการปรับปรุงการกำหนดเขตด้วย</p>
<p>          แต่ทาง ICOMOS  ไม่ได้ทบทวนการประเมินดังกล่าวแต่อย่างใด    ICOMOS ประเทศไทย จึงได้แถลงถึงความไม่โปร่งใสของการดำเนินการประเมินของ ICOMOS ในเรื่องดังกล่าว  โดยเห็นว่าได้มีปัจจัยอื่นเข้ามามีอิทธิพลเหนือเหตุผลทางวิชาการ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือของ ICOMOS  ในที่สุด</p>
<p>          ในที่สุดเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องเขตแดนกับไทย  กัมพูชาจึงยอมรับการต่อรองของฝ่ายไทยและเปลี่ยนเป็นการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นตามคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551  ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนข้อมูลหลังจากที่ผ่านการประเมินโดย ICOMOS แล้ว  แต่กรณีนี้กลับทำได้  สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32   ICOMOS  ได้ทำรายงานการประเมินใหม่ตามเอกสาร WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  โดยมีการอ้างความตกลงระหว่างกัมพูชากับไทยในการเปลี่ยนขอบเขตของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกซึ่งทำให้ต้องเปลี่ยนผลการประเมินให้ผ่านเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมเฉพาะข้อ 1 เท่านั้น จากเดิมที่เคยให้ผ่านเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมข้อ 1  ข้อ 2  และข้อ 4 </p>
<p>                ในรายงานการประเมินใหม่โดย ICOMOS  ตามเอกสาร WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  ระบุว่าศูนย์มรดกโลกได้รับเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารมรดกโลกของกัมพูชาที่ปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ 28 มกราคม2551  และมีการอ้างอิงคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกซึ่งที่จริงแล้วมีการลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 13 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551  แต่ ICOMOS กลับอ้างเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2551  อันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติการดำเนินการประเมินโดย ICOMOS   นอกจากนี้ในรายงานการประเมินดังกล่าว  ICOMOS ยังรายงานในประเด็นที่สำคัญและมีผลต่อการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกดังนี้</p>
<p>1)       ในส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน (Basic Data)  ระบุว่า “แผนที่ที่อ้างถึงในคำแถลงการณ์ร่วมข้างต้นได้รับเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ในแผนที่นั้น  เพียงพื้นที่ทั่วไปโดยไม่มีขอบเขตเท่านั้นที่ถูกระบุสำหรับเขตกันชนและพื้นที่บริหารจัดการร่วม  ไม่เป็นการชัดเจนว่าเขตกันชนทางทิศใต้และตะวันออกจะกว้างขวางตามที่เคยเสนอมาในเอกสารการขอขึ้นทะเบียนฉบับเริ่มแรกหรือไม่  โดยที่แผนที่ใหม่นี้ไม่ได้คอบคลุมขอบเขตของพื้นที่ดังกล่าว  ไม่มีการปรับปรุงเอกสารที่รวบรวมข้อมูลการขอขึ้นทะเบียนเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขอบเขตดังกล่าว”</p>
<p>2)       ในส่วนที่ 4 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน (Factors Affecting the Property)  หัวข้อพรมแดนที่พิพาท (Disputed frontier) ระบุว่า “ICOMOS สังเกตในการประเมินปี 2007 ว่า ตามข้อมูลที่ได้จัดให้ ICOMOS โดยศูนย์มรดกโลก  ตำแหน่งที่ถูกต้องแน่นอนของพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยทางเหนือของที่ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียน ปัจจุบันเป็นประเด็นของการพิพาทระหว่างรัฐภาคีทั้งสอง  ทรัพย์สินที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนปี  2007 และส่วนของเขตกันชนบางส่วนอยู่ภายในพื้นที่พิพาท  ทรัพย์สินที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนในปัจจุบันทั้งหมดอยู่ในดินแดนของประเทศกัมพูชาซึ่งไม่มีกรณีพิพาทกับประเทศไทย  ประเด็นของเขตกันชนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ซับซ้อนมากและจะกล่าวถึงในส่วนที่ 5 ของรายงานนี้”</p>
<p>3)       ในส่วนที่ 5 การคุ้มครอง อนุรักษ์ และการบริหารจัดการ (Protection, Conservation and Management)  หัวข้อขอบเขตของทรัพย์สินที่ถูกเสนอและเขตกันชน (Boundaries of the nominated property and buffer zone) ระบุว่า “เขตกันชนทางทิศใต้และตะวันออกได้ถูกเสนอ แต่ขอบเขตไม่ได้ถูกเขียนไว้  มันจึงไม่ชัดเจนว่าเขตนี้จะไปไกลเท่าไร  ทางทิศเหนือและตะวันตก  เขตบริหารจัดการร่วมระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยได้ถูกเสนอ  แต่ไม่ได้ถูกเขียนไว้เหมือนกัน”  และในตอนท้ายได้สรุปว่า “ICOMOS พิจารณาเห็นว่าขอบเขตได้ล้อมรอบสิ่งก่อสร้างหลักที่เหลือของปราสาทอย่างเพียงพอ แต่ไม่รวมการจัดพื้นที่ภูมิประเทศ  ICOMOS ไม่สามารถกล่าวถึงขอบเขตของเขตกันชนหรือเขตบริหารจัดการร่วมโดยไม่มีเอกสารเพิ่มเติม”</p>
<p>4)       ในส่วนที่ 7 ข้อสรุป (Conclusions)  หัวข้อแนะนำเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน (Recommendations with respect to inscription)  ระบุในตอนหนึ่งไว้ว่า</p>
<p>          “ICOMOS ปรารถนาที่จะแจ้งให้ทราบและนำไปสู่ความสนใจของคณะกรรมการมรดกโลกว่าแผนที่ที่ถูกส่งมาโดยที่เขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมไม่มีการเขียนลงไว้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในเทอมของการอนุรักษ์และคุ้มครองของทรัพย์สินในระยะยาว </p>
<p>          ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ตกลงแล้วว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียน ในทัศนะที่ได้พิจารณาแล้วของ ICOMOS  เห็นว่าการนี้จะมีเหตุผลสมควรในปัจจุบันก็เพียงแต่เฉพาะเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมข้อ 1 </p>
<p>          คณะกรรมการมรดกโลกอาจตัดสินใจที่จะขึ้นทะเบียนทรัพย์สินตามพื้นฐานของเกณฑ์ข้อ 1   ICOMOS พิจารณาเห็นว่าการนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีแผนที่ที่เพียงพอและขอบเขตที่ไม่ได้เขียนลงไว้ และจะจำกัดการยอมรับที่เหมาะสมของคุณค่าทั้งหมดของทรัพย์สิน  บนพื้นฐานนั้น  ICOMOS  ไม่ปรารถนาอย่างเป็นทางการที่จะแนะนำสิ่งนี้กับคณะกรรมการมรดกโลก”</p>
<p>          จากรายละเอียดข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ICOMOS  ทราบเป็นอย่างดีถึงความไม่สมบูรณ์ของการกำหนดเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกัมพูชายังไม่ได้กำหนดเขตกันชนที่แน่ชัดทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท รวมทั้งเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมดังกล่าวบางส่วนอยู่ในพื้นที่พิพาททางเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย  ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องเขตแดนในบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารขึ้นภายหลังการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้  แต่ ICOMOS กลับไม่แนะนำอย่างชัดเจนให้คณะกรรมการมรดกโลกขอให้ประเทศกัมพูชามีการกำหนดเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมให้เรียบร้อยชัดเจนก่อนการอนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก   นอกจากนี้ในรายงานการประเมินโดย ICOMOS  ได้ระบุวันที่การอนุมัติรายงานนี้ของ ICOMOS เป็น วันที่  25 มิถุนายน 2551  ซึ่งเป็นเวลาเพียง 6 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551   ขัดต่อข้อกำหนดที่ 168 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก ที่กำหนดว่า ICOMOS ต้องส่งรายงานการประเมินดังกล่าวให้ศูนย์มรดกโลกเพื่อการจัดส่งไปยังคณะกรรมการมรดกโลกและรัฐภาคีอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก  และขัดต่อระเบียบข้อที่ 45  ของระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก  ที่กำหนดว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวาระการประชุมของแต่ละสมัยการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกจะต้องถูกแจกจ่ายไปยังกรรมการมรดกโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก  และเอกสารดังกล่าวต้องจัดให้ในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์แก่รัฐภาคีซึ่งไม่เป็นกรรมการมรดกโลกในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์</p>
<p><strong>2.2    </strong><strong>การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด</strong><strong>และเข้าข้างกัมพูชา</strong></p>
<p>          สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น ตามแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  ได้กำหนดตามข้อ 148 h) ว่าเอกสารที่ส่งหลังจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ของปีนั้นๆ จะไม่นำมาพิจารณาในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปีดังกล่าว และกำหนดเวลาดังกล่าวควรถือปฏิบัติอย่างเคร่งคัด  แต่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 32 ปี พ.ศ. 2551 กลับมีการยกเว้นพิจารณาเอกสารเพิ่มเติมที่กัมพูชาส่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551  นอกจากนี้รายงานการประเมินโดย ICOMOS  ที่ ICOMOS อนุมัติเมื่อวันที่  25 มิถุนายน 2551  ซึ่งเป็นเวลาเพียง 6 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551   อันขัดต่อข้อกำหนดที่ 168 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก และขัดต่อระเบียบข้อที่ 45  ของระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลกตามที่กล่าวมาแล้ว  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเหตุผลเบื้องหลังการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อให้ประโยชน์และเอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา</p>
<p>          จากรายละเอียดของข้อมติ 32 COM 8B.102  ในสมัยประชุมที่  32 ของคณะกรรมการมรดกโลกนี้  จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารได้  ทั้งๆ ที่ทราบดีจากรายงานการประเมิน WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  โดย ICOMOS   ว่า กัมพูชายังไม่มีการกำหนดเขตกันชนและแผนบริหารจัดการพื้นที่อย่างชัดเจน  ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่คำนึงว่าเขตกันชนที่จะต้องถูกกำหนดขึ้นจะอยู่ในพื้นที่พิพาทที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างกันได้  ซึ่งเป็นการขัดอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ในมาตรา 11 ข้อ 3. ที่กำหนดว่าการบรรจุสิ่งใดในทะเบียนมรดกโลกต้องได้รับการยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งขัดต่อแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  ในข้อบัญญัติต่างๆ ดังนี้  ข้อบัญญัติ 103 และ 104 ที่กำหนดว่าต้องมีการกำหนดเขตกันชนที่พอเพียงและมีความละเอียดถูกต้องชัดเจนสำหรับทรัพย์สินที่ถูกเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก  ข้อบัญญัติ 108 ที่กำหนดให้มีแผนบริหารจัดการที่เหมาะสม  ข้อบัญญัติ 132 ที่กำหนดว่าการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะถือว่าครบถ้วนสมบรูณ์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ ในข้อบัญญัตินี้  และข้อบัญญัติ 140 และ 141 ที่กำหนดให้สำนักเลขาต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบรูณ์ของการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามข้อกำหนดต่างๆ ในข้อบัญญัติ 132  ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก  ได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหาร ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความขัดแย้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหารที่กัมพูชาจะต้องกำหนดเป็นเขตกันชน</p>
<p>          ในเอกสาร WHC-09/33.COM/7B.Add ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยประชุมที่ 33  มีการรายงานการสู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2251 และเมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าคณะกรรมการมรดกโลกกลับนิ่งเฉยไม่มีการพิจารณาทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกสำหรับกรณีพิพาททางเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา  ยังคงให้กัมพูชาดำเนินการได้ตามปกติ  รวมทั้งไม่มีการพิจารณาจัดปราสาทพระวิหารอยู่ในรายการมรดกโลกในอันตราย (List of World Heritage in Danger) เนื่องการมีการเกิดความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ตามมาตรา 11 ข้อ 4. ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  และตามข้อบัญญัติ 177-179 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก</p>
<p><strong>รูปที่ </strong><strong>2:</strong>  ภาพเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร</p>
<p>     <strong>            </strong></p>
<p><strong>          </strong><strong>2.3</strong><strong> การไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลกของกัมพูชา</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่  32 ณ เมืองควิเบก  ประเทศแคนาดา  ได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกได้ให้ประเทศกัมพูชาดำเนินการดังนี้</p>
<p>1)       ให้รัฐภาคีกัมพูชา โดยการประสานงานกับยูเนสโก  ให้จัดการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (International Coordinating Committee) เพื่อรักษาและพัฒนาทรัพย์สินภายใน<strong>เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009</strong> โดยเชิญให้รัฐบาลไทยและผู้มีส่วนระหว่างประเทศที่เหมาะสมอื่นอีกไม่เกิน 7 ประเทศ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของทรัพย์สิน โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์สากล</p>
<p>2)       ให้รัฐภาคีกัมพูชาส่งเอกสารต่อไปนี้ให้ศูนย์มรดกโลกภายใน<strong>วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009</strong>:</p>
<p>ก)      แผนที่ชั่วคราวซึ่งให้รายละเอียดเพิ่มเติมของทรัพย์สินที่ได้ขึ้นทะเบียน และแผนที่กำหนดขอบเขตกันชนที่ระบุใน RGPP (Revised Graphic Plan of the Property)</p>
<p>ข)       เอกสารคำขอขึ้นทะเบียนที่ปรับปรุงแล้วเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขอบเขตของทรัพย์สิน</p>
<p>ค)      คำยืนยันว่าพื้นที่บริหารจัดการของทรัพย์สินจะรวมทรัพย์สินที่ขึ้นทะเบียนและเขตกันชนที่ระบุใน RGPP</p>
<p>ง)       รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมแผนบริหารจัดการ</p>
<p>3)       ร้องขอเพิ่มเติมให้ รัฐภาคีกัมพูชาให้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายใน<strong>เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010</strong> เพื่อส่งให้แก่คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 34 ใน ค.ศ. 2010</p>
<p>แต่ปรากฏว่ากัมพูชาปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ดังนี้</p>
<p>1)   กัมพูชาไม่ให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด  จนกระทั้งถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการจัดการประชุมคณะกรรมการดังกล่าว</p>
<p>2)   กัมพูชาไม่ได้ส่งเอกสารต่างๆ ให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด  โดยส่งเอกสารดังกล่าวให้ศูนย์มรดกโลกเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2009  ยิ่งไปกว่านั้นเอกสารดังกล่าวก็ไม่มีความครบถ้วนสมบูรณ์  เขตกันชนในแผนที่ที่เสนอมาไม่รวมพื้นที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การพิพาททางเขตแดนกับไทย  โดยกัมพูชาได้ระบุว่าการกำหนดเขตนี้เป็นเพียงชั่วคราว  การกำหนดเขตขั้นสุดท้ายจะถูกปรับตามผลของปักปันเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างกัมพูชากับไทย (Joint Boundary Commission between Cambodia and Thailand: JBC)</p>
<p>3)   กัมพูชาไม่ได้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายในกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด </p>
<p>การที่กัมพูชาปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ดังกล่าวข้างต้นนั้น คณะกรรมการมรดกโลกควรทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา  เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อรัฐภาคีอื่นสำหรับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอนาคต</p>
<p><strong>     3.</strong><strong>   การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา</strong><strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ได้ทำให้เกิดความห่วงกังวลในประชาชนชาวไทยจำนวนมากในเรื่องที่ประเทศไทยอาจเสียดินแดนบริเวณเขาพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา  รวมทั้งความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินการขอรัฐบาลไทยในสมัยที่นายสมัคร  สุนทรเวช เป็นนายยกรัฐมนตรี  ที่เอื้อประโยชน์ให้นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  ตลอดจนความเคลือบแคลงสงสัยในการเข้ามาช่วยประเทศกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ (Mrs. Francoise Riviere) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม  รวมทั้งการดำเนินการของ ICOMOS  ศูนย์มรดกโลก  และคณะกรรมการมรดกโลกที่ส่อไปในทางเอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา  สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา </p>
<p>การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา มีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้</p>
<p>วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551         กลุ่มนักวิชาการและประชาชนไทยส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาไทย เพื่อขอให้ดำเนินการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาหรือแม้แต่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในลักษณะข้ามพรมแดน</p>
<p>วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551         ดังมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังนี้</p>
<p>กลุ่มประชาชนไทยได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของไทยต่อศาลปกครองกลางของไทยเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบให้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  ซึ่งต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของไทย ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น </p>
<p>กลุ่มประชาชนไทยอีกกลุ่มหนึ่งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลกผ่านสำนักงานยูเนสโกในประเทศไทย เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา</p>
<p>วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551         กลุ่มประชาชนซึ่งได้ไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลกผ่านสำนักงานยูเนสโกในประเทศไทย เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไทยเพื่อทราบและตระหนักในเจตนารมณ์ของประชาชนไทยในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา</p>
<p>วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551         ประธานวุฒิสภาไทยยื่นคำร้องที่สมาชิกวุฒิสภาไทยจำนวน 77 คนเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไทย ขัดรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่</p>
<p>วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551         ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยยื่นคำร้องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยจำนวน 151 คนเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไทย ขัดรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่  ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ  ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190 วรรคสอง</p>
<p>วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551           ประชาชนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนกว่า 45,000 คน เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาไทยเพื่อถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกรณีร่วมกันดำเนินการให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา   ต่อมาในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทยได้มีมติว่าเฉพาะ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และนายนายนพดล  ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย  กระทำผิดปฏิบัติหน้าที่ในกรณีดังกล่าว โดยมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศไทยมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองประเทศกัมพูชา</p>
<p>วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552       ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร ออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ในการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการมรดกโลกสมัยประชุมที่ 32  อันเป็นมติที่ไม่โปร่งใส มุ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอย่างเร่งรีบและรวบรัด จนเป็นที่น่ากังขาว่ามีมูลเหตุจูงใจซ่อนเร้น  รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่เข้าร่วมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ</p>
<p>วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552            ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกผ่านสำนักงานยูเอ็นในประเทศไทย  เพื่อให้ทราบถึงความไม่เป็นกลาง ความไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ และความไม่รับผิดชอบของ ICOMOS  คณะกรรมการมรดกโลก และนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา และขอให้ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้และให้มีการทบทวนมติของคณะกรรมการมรดกโลกในการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก</p>
<p>วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552          ประชาชนชาวไทยกว่า 500 คนร่วมเดินขบวนไปยังบริเวณเขาพระวิหารเพื่อตรวจสอบยืนยันว่าพื้นที่บริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย</p>
<p>วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552            กลุ่มวุฒิสมาชิกไทยยื่นหนังสือถึงเลขาธิการยูเอ็นผ่านสำนักงานยูเอ็นในประเทศไทย  เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก และนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม เกี่ยวกับการดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก</p>
<p> วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553        ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไทยขอให้รัฐบาลไทยแจ้งไปยังยูเนสโกและศูนย์มรดกโลกให้ทราบถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552  ที่ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  และให้คงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ให้มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  อันจะเป็นการยืนยันอย่างแข็งขันในท่าทีของรัฐบาลไทยในคัดค้านการดำเนินการที่ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก</p>
<p>วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553          ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกผ่านผู้แทนยูเนสโกในกรุงเทพ  เพื่อประท้วงและคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  และขอให้ยูเนสโกดำเนินการยกเลิกการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา </p>
<p>วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553            ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยเพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  รวมทั้งอธิปไตยและดินแดน  กรณีปราสาทพระวิหารและกลุ่มปราสาทตาเมือน</p>
<p>วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553         สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร และสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “ขบวนการภาคประชาชนกับการต่อสู้เพื่อป้องกันการเสียดินแดน: เหตุเกิดจากการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาและยูเนสโก ของรัฐบาลไทย” และนิทรรศการจากหนังสือชื่อ “บันทึกภาคประชาชนเรื่องการพิทักษ์ดินแดน: จากกรณีปราสาทพระวิหารโมเดล” โดย ม.ล. วัลย์วิภา  จรูญโรจน์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>รูปที่ </strong><strong>3:</strong>  ภาพกิจกรรมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/07/27/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา หัวข้อ“ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jul 2010 03:43:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=911</guid>
		<description><![CDATA[ 
                                                                                                                                                         วันที่12 กค 2553
 
เรื่อง               ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา หัวข้อ“ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา
เรียน               ท่านผู้สนใจทั่วไป
จากการที่ สภาพัฒนาการเมือง ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาการเมืองตามกฎหมาย  พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง    รวมถึงต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย      ประกอบกับได้ จัดให้มีโครงการการมีส่วนร่วมของประชาชน     โดยคณะกรรมการภาคประชาสังคม       สภาพัฒนาการเมือง        จึงร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง         สภาธรรมาภิบาล   สภาพลังงานภาคประชาชน    เครือข่ายผู้ปกครองเพื่อความเป็นธรรมาทางการศึกษา   เครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง              ฯลฯ    (ท่านใดต้องการเพิ่มเติม ขอเชิญเติมเต็มได้คะ)
เนื่องจากปัญหาบ้านเมือง ที่วนเวียน ปฏิวัติ   ร่างรัฐธรรมนูญ   เลือกตั้งใหม่   มีการคอรัปชั่น วนเวียนไม่รู้กี่รอบ แต่ประชาชนยังคงมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น  ปัญหาสำคัญบ้านเมืองคือต้องได้คนดีเข้าสภา          คณะทำงาน  จึงได้มีความเห็นให้จัด เสวนาหัวข้อ “ ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา ”
 
ในการนี้  จึงใคร่ขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าร่วมเสวนา  ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2553      ณ ห้องเรียน 301  อาคารมาลัย ชั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> </p>
<p>                                                                                                                                                         วันที่12 กค 2553</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"> </span></p>
<p>เรื่อง               ขอเชิญเข้าร่วมเสวนา หัวข้อ<strong>“ปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา</strong></p>
<p>เรียน               ท่านผู้สนใจทั่วไป</p>
<p>จากการที่ สภาพัฒนาการเมือง ซึ่งมีหน้าที่พัฒนาการเมืองตามกฎหมาย  พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง    รวมถึงต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย      ประกอบกับได้ จัดให้มีโครงการการมีส่วนร่วมของประชาชน     โดยคณะกรรมการภาคประชาสังคม       สภาพัฒนาการเมือง        จึงร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง         สภาธรรมาภิบาล   สภาพลังงานภาคประชาชน    เครือข่ายผู้ปกครองเพื่อความเป็นธรรมาทางการศึกษา   เครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง              ฯลฯ    (ท่านใดต้องการเพิ่มเติม ขอเชิญเติมเต็มได้คะ)<span id="more-911"></span></p>
<p>เนื่องจากปัญหาบ้านเมือง ที่วนเวียน ปฏิวัติ   ร่างรัฐธรรมนูญ   เลือกตั้งใหม่   มีการคอรัปชั่น วนเวียนไม่รู้กี่รอบ แต่ประชาชนยังคงมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น  ปัญหาสำคัญบ้านเมืองคือต้องได้คนดีเข้าสภา       <strong>   คณะทำงาน  จึงได้มีความเห็นให้จัด เสวนาหัวข้อ “ ปฏิรูปประเทศไทย </strong><strong>: ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา ”</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p>ในการนี้  จึงใคร่ขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าร่วมเสวนา  ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2553      ณ ห้องเรียน 301  อาคารมาลัย ชั้น 3    สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์  (นิด้า) ตั้งแต่เวลา 9.00- 16.00 น.   รายละเอียดตามเอกสารแนบ     และ<span style="text-decoration: underline;">ขอได้โปรดแจ้งความจำนงในการเข้าร่วม กิจกรรมล่วงหน้าภายในวันศุกร์ที่   </span><span style="text-decoration: underline;">6  สิงหาคม  2553  </span> ทางหมายเลขโทรศัพท์    089-016-4450    และ 08-6367-1004       หรือหมายเลขโทรสาร  02-763-7722    <a href="mailto:อีเมลthai9lee@gmail.com">อีเมลthai9lee@gmail.com</a>    ,kamolpar@yahoo.com      ด้วยจักขอบคุณยิ่ง   ไม่เสียค่าใช้จ้ายใดๆทั้งสิ้น    </p>
<p>                                                                                                                                     ขอแสดงความนับถือ</p>
<p>                                                                                                                          (พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี)</p>
<p>                                                                                                                        ผู้ประสานงาน โทร  08-1298-0284</p>
<p><strong>  กำหนดการ  เสวนาหัวข้อ “ ปฏิรูปประเทศไทย </strong><strong>: ปฏิรูปการเลือกตั้ง  :สร้างคนดีเข้าสภา ”</strong></p>
<p><strong>จัดโดยคณะกรรมการภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง   </strong><strong> </strong></p>
<p><strong>ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม    จำนวน &#8230;.  องค์กร  </strong>     <strong></strong></p>
<p><strong>ในวันที่ </strong><strong>8 สิงหาคม พศ .2553  เวลา 9.00-16.00 น  ณ ห้อวประชุม ห้องเรียน 301 อาคารมาลัยชั้น 3</strong></p>
<p><strong> </strong>สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์<strong> (นิด้า  ) บางกะปิ</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>วาระการประชุม</strong><strong></strong></p>
<p>08.30 &#8211; 09.00 น.        ลงทะเบียน   ทานอาหารว่าง</p>
<p>09.00 – 09.15 น.        ความเป็นมาของโครงการฯ    พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี</p>
<p>                                     และ ฉายวิดิทัศน์ สภาพัฒนาการเมือง </p>
<p>09.15 – 11.30 น.        เสวนา  <strong>“ เลือกตั้ง อย่างไร ให้คนดีเข้าสภา</strong>”  คนละ 20 นาที</p>
<p>                                        -เลขามูลนิธิองค์กรกลาง  คุณ สกุล ซื่อเพียรธรรม</p>
<p>                                   -เลขาเครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง  คุณ สมพล หริกุล</p>
<p>                                   -อดีต สส. คุณอุดร ตันติสุนทร? การเลือกตั้งในญี่ปุ่น</p>
<p>                                        &#8211; อดีต กกต .คุณ ยุวรัตน์ กมลเวชช์</p>
<p>                                   -อดีตผู้สมัครสว. คูณบุญเลิศ ช้างใหญ่?</p>
<p>                                  -  อ.จรัส สุวรรณมาลา การเลือกตั้งเกาหลี?</p>
<p>                                   - รศ .ดร. วิชัย รูปขำดี     ประธานเครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง</p>
<p>                                        ผู้ดำเนินรายการ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี  สมาชิกสภาพัฒนการเมือง</p>
<p>11.30 – 12.00 น.        ซักถามเปิดเวที</p>
<p>12.00 – 13.00 น.        พักรับประทานอาหารเที่ยง </p>
<p>13.00 –   15.00 น.     แบ่งกลุ่ม :  ให้คนดีเข้าสภา </p>
<p>                                 ระยะสั้น คุณ สมพล หริกุล  . คุณ วัทวริทร์  สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง</p>
<p>                                .ระยะยาว  คุณพล พลพนาธรรม    </p>
<p>                                 และปฏิรูปการเมือง    คุณ..แบงค์งามอรุณโชติ ??</p>
<p>15.00 – 16.00 น.        สรุปกลุ่มละ 5 นาที  และ แถลงข่าว</p>
<p>หมายเหตุ วิทยากร : กำลังประสานงาน</p>
<p> <span style="text-decoration: underline;">เครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมกิจกรรม</span></p>
<p> - เครือข่ายนิด้าพัฒนาการเมือง        </p>
<p>-  สภาธรรมาภิบาล  </p>
<p>- สภาพลังงานภาคประชาชน   </p>
<p>-  เครือข่ายผู้ปกครองเพื่อความเป็นธรรมาทางการศึกษา  </p>
<p>- เครือข่ายการเลือกตั้งภาคพลเมือง       </p>
<p>- เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา</p>
<p>- สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ</p>
<p>- ชมรมคนพิการพัฒนาตนเองคลองเตย</p>
<p>- ชมรมพิทักษ์ แผ่นดินไทย</p>
<p>- ชมรมพลังแผ่นดิน เขตบางขุนเทียน</p>
<p>      ฯลฯ <span style="text-decoration: underline;">   (ท่านใดต้องการเพิ่มเติม  หรือเข้าร่วม  ขอเชิญเติมเต็มได้คะ)</span></p>
<p> <strong></strong></p>
<p><strong>  กำหนดการ  เสวนาหัวข้อ “ ปฏิรูปประเทศไทย </strong><strong>: ปฏิรูปการศึกษา </strong></p>
<p><strong>:สร้างเด็กดี มีคุณธรรม มีศักยภาพ  มีความสุข ”</strong></p>
<p><strong>จัดโดยคณะกรรมการภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง   </strong><strong></strong></p>
<p><strong>ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม  จำนวน &#8230;.  องค์กร  </strong>     <strong></strong></p>
<p><strong>ในวันที่ </strong><strong>29  สิงหาคม พศ .2553  เวลา 9.00-16.00 น  ณ ห้อวประชุม ห้องเรียน 301 อาคารมาลัยชั้น 3</strong></p>
<p><strong> </strong>สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์<strong> (นิด้า  ) บางกะปิ</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>วาระการประชุม</strong><strong></strong></p>
<p>08.30 &#8211; 09.00 น.        ลงทะเบียน   ทานอาหารว่าง</p>
<p>09.00 – 09.15 น.        ความเป็นมาของโครงการฯ    พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี</p>
<p>                                     และ ฉายวิดิทัศน์ สภาพัฒนาการเมือง </p>
<p>09.15 – 11.30 น.        เสวนา”จัดการศึกษาอย่างไร <strong>ได้เด็กดี มีคุณธรรม มีศักยภาพ มีความสุข    </strong>คนละ 20 นาที</p>
<p>                                        -  นพ .ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์ </p>
<p>                                   &#8211; คุณคมเทพ ประภายนต์   เครือข่ายผู้ปกครงอเพือ่ความเป็นธรรมทางการศึกษา</p>
<p>                                   -ตัวแทน ครู</p>
<p>                                        &#8211; ตัวแทน นักเรียน</p>
<p>                                  -พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี  สมาชิกสภาพัฒนการเมือง</p>
<p>                                    รศ. ดร.วิชัย  รูปขำดี      ผู้ดำเนินรายการ</p>
<p>11.30 – 12.00 น.        ซักถามเปิดเวที</p>
<p>12.00 – 13.00 น.        พักรับประทานอาหารเที่ยง </p>
<p>13.00 –   15.00 น.     แบ่งกลุ่ม : </p>
<p>                                  - จัดการศึกษาอย่างไรได้ เด็กดี รักชาติ เสียสละ </p>
<p>                                  - จัดการศึกษาอย่างไร  ได้เด็กมีศักยภาพ  ,มีความสุข</p>
<p>                                   -จัดการศึกษาอย่างไร ได้คุณภาพ เท่าเทียมกัน</p>
<p>  15.00 – 16.00 น.     สรุปกลุ่มละ 5 นาที  และ แถลงข่าว</p>
<p>หมายเหตุ วิทยากร : กำลังประสานงาน</p>
<p><strong>  กำหนดการ  เสวนาหัวข้อ “ กระบวนการยุติธรรมกับ การปฏิรูปประเทศไทย  </strong><strong></strong></p>
<p><strong>จัดโดยคณะกรรมการภาคประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง  และคระกรรมการเผยแพร่ประชาธิปไตย    </strong><strong></strong></p>
<p><strong>ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคม  จำนวน &#8230;.  องค์กร  </strong>     <strong></strong></p>
<p><strong>ในวันที่ </strong><strong>25 สิงหาคม พศ .2553  เวลา 13.00-16.00 น  ณ ห้องทับทิม  โรงแรมรัตนโกสินทร์  สนามหลวง</strong></p>
<p><strong> </strong> <strong></strong></p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong>วาระการประชุม</strong><strong></strong></p>
<p>12.30 &#8211; 13.00 น.        ลงทะเบียน     </p>
<p> 13.00-13.15 น           ความเป็นมาของโครงการฯ     คุณเสถียร  แม่นบางผึ้ง ?</p>
<p>                                     และ ฉายวิดิทัศน์ สภาพัฒนาการเมือง </p>
<p>13.15- 15.30  น.        เสวนา กระบวนการยุติธรรมกับการปฏิรูปประเทศไทย  <strong>    </strong>คนละ 20 นาที</p>
<p>                                        -   ซูม ไทยรัฐ  ?</p>
<p>                                   - ท่าน คมเทพ ประภายนต์   เครือข่ายผู้ปกครงอเพือ่ความเป็นธรรมทางการศึกษา</p>
<p>                                   &#8211; ท่าน พิชัย    วาสนาส่ง?</p>
<p>                                        &#8211; ท่าน  อุกฤษ  มงคลนาวิน  ?</p>
<p>                                   ผู้ทรงคุณวุฒิ ด้าน กฎหมาย</p>
<p>                                  ตัวแทนประชาชน  นักเคลื่อนไหว </p>
<p>                                  -พท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี  สมาชิกสภาพัฒนการเมือง</p>
<p>       ผู้ดำเนินรายการ&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>15.30 – 16.00 น.        ซักถามเปิดเวที</p>
<p>16.00 น.  แถลงข่าว</p>
<p>หมายเหตุ วิทยากร : กำลังประสานงาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%8d%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การกลับมาของคนย่อยยับชาติ</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/07/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/07/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jul 2010 06:13:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=909</guid>
		<description><![CDATA[ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดหุ้นเมื่อมาณ 100 ปีมาแล้ว ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยที่เดียว แต่เกิดกับทุกประเทศทั่วโลก และเริ่มมีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 เหตุเพราะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่แรง ไปทั่วโลก ระหว่างปี 2001-2007 องค์ประกอบทางเศรษฐกิจของโลก เช่น ทุนสำรอง ราคาเงินตรา ตลาดหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปริมาณและราคาต่างพุ่งขึ้นทั่วทุกประเทศ ก่อนที่จะพังทลายลงในปี 2008 ความเชื่อมั่นทั่วโลกตกต่ำลงอย่างรุนแรง 
       ก่อให้เกิดเงินท่วมโลก แต่หนี้เสียก็ท่วมโลกเช่นกัน 
       พบว่าเงินท่วมโลก แต่โลกกลับจนลงกว่าเดิม
        ตลาดทุนเป็นอบายมุขอยู่แล้ว ยิ่งพัฒนาตลาดทุนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งส่งผลให้ความเป็นอบายมุขเพิ่มขึ้นรุนแรงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาตลาดอนุพันธ์ของประเทศไทยที่เริ่มขึ้นในปี 2547 ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเป็นอบายมุขมากขึ้น และเป็นต้นเหตุให้ ทุกวันนี้ เงินท่วมประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  
 
        เห็นการแต่งตั้งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทำให้นึกถึงการตั้งวีระชัย วีระเมธีกุล ที่น่าจะเป็นตำแหน่งตอบแทนนายทุนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงจะตั้งใครมาก็ได้ จะเป็นคนที่มาจากนายทุนผู้สนับสนุนพรรคหรือไม่ก็ตาม หากได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ ต้องได้คนที่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎีและความรู้สึก
       

       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เคยเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทย การผ่านหลายงานเป็นเครดิต แต่ต้องพิจารณาวิสัยทัศน์ปรัชญา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p> ความเสียหายทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจากสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่เกิดต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดหุ้นเมื่อมาณ 100 ปีมาแล้ว ไม่ได้เกิดที่ประเทศไทยที่เดียว แต่เกิดกับทุกประเทศทั่วโลก และเริ่มมีความรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 เหตุเพราะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกามีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่แรง ไปทั่วโลก <strong>ระหว่างปี 2001-2007 องค์ประกอบทางเศรษฐกิจของโลก เช่น ทุนสำรอง ราคาเงินตรา ตลาดหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์</strong> <strong>ปริมาณและราคาต่างพุ่งขึ้นทั่วทุกประเทศ ก่อนที่จะพังทลายลงในปี 2008 ความเชื่อมั่นทั่วโลกตกต่ำลงอย่างรุนแรง <span id="more-909"></span></strong></p>
<p><strong>       ก่อให้เกิดเงินท่วมโลก แต่หนี้เสียก็ท่วมโลกเช่นกัน </strong></p>
<p><strong>       พบว่าเงินท่วมโลก แต่โลกกลับจนลงกว่าเดิม</strong></p>
<p>        ตลาดทุนเป็นอบายมุขอยู่แล้ว ยิ่งพัฒนาตลาดทุนมากขึ้นเท่าใด ยิ่งส่งผลให้ความเป็นอบายมุขเพิ่มขึ้นรุนแรงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการพัฒนาตลาดอนุพันธ์ของประเทศไทยที่เริ่มขึ้นในปี 2547 ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเป็นอบายมุขมากขึ้น และเป็นต้นเหตุให้ ทุกวันนี้ เงินท่วมประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  <br />
 <br />
        เห็นการแต่งตั้งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ทำให้นึกถึงการตั้งวีระชัย วีระเมธีกุล ที่น่าจะเป็นตำแหน่งตอบแทนนายทุนที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงจะตั้งใครมาก็ได้ จะเป็นคนที่มาจากนายทุนผู้สนับสนุนพรรคหรือไม่ก็ตาม หากได้คนที่มีความรู้ความสามารถจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศ ต้องได้คนที่มีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่มีแต่ทฤษฎีและความรู้สึก<br />
       <br />
<img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/120/1120/images/bot2.jpg" alt="" /></p>
<p>       <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</strong> เคยเป็นลูกหม้อธนาคารแห่งประเทศไทย การผ่านหลายงานเป็นเครดิต แต่ต้องพิจารณาวิสัยทัศน์ปรัชญา และผลที่เกิดจากงานด้วย  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุลได้เข้าไปเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกสิกรไทย ที่ได้รับความเสียหายจากวิสัยทัศน์และปรัชญาของก.ล.ต.ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ในปี 2536 ทำให้ความเป็นเจ้าของของคนไทยต่อสินทรัพย์ของประเทศไทยลดลง บริษัทของคนไทย ควรเป็นของคนไทย <strong>จากตัวเลขผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารกสิกรไทย 62.14 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ ปรากฏเหลือเป็นของคนไทย 4.89 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าเป็นของต่างชาติ 57.25 เปอร์เซ็นต์</strong> ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ว่า ต่างชาติจะถือหุ้นสถาบันการเงินไทยเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้</p>
<p>       <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติ </strong></p>
<p>       ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินของในประเทศน้อยลง ทรัพย์จะตกเป็นของต่างชาติ หรือกองทุนหลายสัญชาติแทบหมด หรือหมด ทำให้คนไทยเลื่อนฐานะลงไปลูกจ้างของกองทุนหลายสัญชาติมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นต้น<br />
      <br />
       <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</strong> เป็นรองเลขาธิการ กลต.ตั้งแต่สมัยนายเอกกมล คีรีวัฒน์ และนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ตั้งแต่ปี 2535-2542 ก่อนที่จะมาเป็นเลขา กลต.ระหว่าง 28 ธันวาคม 2542-27 ธันวาคม 2546 ได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทยในเวลาต่อมา</p>
<p><img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/120/1120/images/bot3.jpg" alt="" /><br />
       <br />
       <strong>กลต.ตั้งขึ้นในปี 2535 (1992)</strong></p>
<p>       <strong>ผลงานชิ้นโบดำที่ดำที่สุดในประเทศไทย</strong> เกิดขึ้นในรัฐบาลนายกฯ ชวน หลีกภัย-1 และรมว.คลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ในรัฐบาลชวน 1 ช่วงที่ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่เป็นรองเลขา กลต. คือ การนำระบบ Maintenance margin และforced sell ใช้ในตลาดหุ้นในเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ที่ SET Index ปิดที่ 992.34 จุด จากที่วันก่อนหน้าอยู่ที่ 971.44 จุด ทำให้ตลาดหุ้นพุ่งเป็นพายุบุแคมไปที่ 1,754 จุด ต้นปี 2537 จากนั้นมีการเทขายตลาดหุ้นไทยอย่างเมามัน มีการบังคับขายหุ้นนักลงทุนท้องถิ่นไทยอย่างทารุณ(forced sell) นำความพินาศล่มจมมาสู่เศรษฐกิจไทย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลให้ไทยต้องลอยค่าเงินบาท ต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2540 ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ทั้งสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงแทบหมดประเทศ บริษัทในตลาดหุ้นกว่า 100 แห่งถูกหยุดการดำเนินกิจการเพื่อฟื้นฟูกิจการ (Rehab co) และหลายบริษัทต้องปิดกิจการถาวร</p>
<p>       ในรอบ 17 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชวน-1 เป็นเจ้าของสถิติ SET Index สูงสุดที่ 1,750 จุุด และรัฐบาลชวน-2 มารับกรรมที่รัฐบาลชวน-1 ทำไว้ เป็นสถิติต่ำสุดที่ 207 จุด</p>
<p>       <strong>ระบบถูกเบี่ยงเบนว่าเป็นความผิดของเอกชน</strong> <strong><span>ระบบว่าความเสียหายมีต้นเหตุมาจากเอกชนไม่มีธรรมา</span><span>ภิบาล</span></strong> เป็นที่มาของการออกกฎหมายมายึดทรัพย์เอกชน <strong>รัฐบาลชวน-2 ตั้งปรส.</strong>มายึดทรัพย์สถาบันการการเงิน เพื่อมาใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ <strong>รัฐบาลทักษิณเอาด้วย ตั้งบสท.</strong>มายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริง มาขายทอดตลาด</p>
<p>       <strong>จากวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ที่นำพาดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปถึง 1,754 จุดเมื่อต้นปี 2537 มาถึงวันนี้ เวลาผ่านไป 17 ปีแล้ว ตลาดหุ้นไทยไม่เคยขึ้นมาถึงที่ระดับ 992.34 จุดอีกเลย <em>แต่หากว่ามันขึ้นมาถึงระดับนี้ หรือสูงกว่าระดับนี้อีกเมื่อใด ก็อาจจะเป็นสัญญาณแห่งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกรอบได้</em></strong></p>
<p>     <strong> <span style="font-size: small;">ตลาดหุ้นคือต้นเหตุความเลวร้ายทางเศรษฐกิจของประเทศ</span> </strong></p>
<p>       <span><strong>ปี 2521</strong> ปีเริ่มต้นการพังทลายตลาดหุ้นไทยรุนแรง เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยต้องลดค่าเงินบาท และเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ครั้งแรก</span></p>
<p><span>       <strong>ปี 2537</strong> ปีเริ่มต้นการพังทลายตลาดหุ้นไทยรุนแรง หลังการนำระบบ Maintenance margin และ Forced sell มาใช้ในปี 2536 เป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยต้องลอยค่าเงินบาท และเข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ครั้งที่ 2 </span></p>
<p><span>       <strong>ปี 2547</strong> ปีเริ่มต้นการเปิดตลาดอนุพันธ์(ตลาดล่วงหน้า) ที่เป็นจุดเริ่มต้นเงินท่วมประเทศไทย และท่วมรุนแรงขณะนี้ ที่เป็นต้นเหตุให้ค่าเงินบามแข็งค่า และช่วงกว้างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้กว้างมาก(Spread)</span></p>
<p> <img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/120/1120/images/bot4.jpg" alt="" /><br />
       <br />
       ประเทศไทยคิดแก้แต่ปลายเหตุของปัญหา ไม่ว่าเรื่องการเมืองและเรื่องเศรษฐกิจ <strong>เอกสารคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.)</strong> ตั้งขึ้นหลังการลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 เพื่อศึกษาถึงความล้มเหลวของตลาดเงิน และหาคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของปัญหา ได้รายชื่อนักการเมืองและบุคลากรในตลาดเงินจำนวนหนึ่ง <strong>สุดท้ายเอานายเริงชัย มะระกานนท์อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาเป็นแพะรับบาปแต่ผู้เดียว<br />
</strong>      <br />
       <strong>ศปร.ศึกษาไม่ถึงต้นเหตุของปัญหา</strong> แท้จริงตลาดทุนคือต้นเหตุของปัญหา การพังทลายของตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเกิดที่ประเทศใด ก็ทำให้เกิดความเสียหายแบบเดียวกันทุกประการ คือ ไม่มีตลาดหุ้นใดไม่ถูกสวมรอยปั่น ไม่ว่าตลาดหุ้นที่ยังไม่พัฒนา หรือตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นขึ้นแรงและตกแรง ทำให้ สภาพคล่องของระบบเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย เกิดภาวะเงินเฟ้อ เกิดการล้มลงของสถาบันการเงินและภาคการผลิตจริง ความเชื่อมั่นเสียหาย มูลค่าหลักประกันลดลง เกิดภาวะหนี้เสีย</p>
<p>       10 รายชื่อบุคคลในตลาดเงิน ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุมัติ และอนุมัติเงินช่วยเหลือสภาพคล่อง ได้แก่ <strong>นางสว่างจิตต์ จัยวัฒน์ นางศสัย พานิชภักดิ์ นางสุนทรา ปุษยะนาวิน นายศิริ การเจริญดี นายสุพจน์ กิตติสุวรรณ นายจรุง หนูขวัญ นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายวิจิตร สุพินิจ นายอังคณี วรทรัพย์ นายเริงชัย มะระกานนท์</strong></p>
<p>       <strong><span>จะเห็นว่าเหตุเกิดที่ตลาดหุ้น(ตลท.) แล้วก็มาจบลงที่ตลาดเงิน(ธปท.)ทุกครั้ง แต่ที่มาจบจริงๆคือมาจบที่เอกชน และประชาชน เอกชน-ประชาชนคือผู้รับกรรมในที่สุด</span></strong></p>
<p>       <strong>ตลาดหุ้นต่างหากคือต้นเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟทั้ง 2 ครั้ง หากศึกษาและทราบถึงต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริง <em>บุคลากรในตลาดทุน รวมทั้งดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล</em> จะต้องมีชื่ออยู่ในเอกสาร ศปร.มากกว่า</strong><br />
      <br />
       ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พูดถึงช่วงกว้างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้(Spread) ไม่มาก และพูดบอกว่าค่าเงินบาทแข็งกว่าภูมิภาคไม่มาก คงพูดแบบไม่ทันคิดอะไรมากกว่า การที่จะขึ้นดอกเบี้ยปลายปี 2553 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ <strong>การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เงินท่วมประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย</strong></p>
<p>       <strong>การแก้ปัญหาของสภาพคล่องท่วมระบบ หรือเงินท่วมประเทศ ล้มเหลวมาตลอด ยิ่งทำความเสียหายแก่ระบบมากขึ้นไปอีก</strong><br />
      <br />
       <strong>วันที่ 19 ธันวาคม 2549</strong> <strong>ออกมาตรการกันสำรอง 30 เปอร์เซ็นต์ ของเงินทุนไหลเข้า</strong> เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบ เอามาใช้แค่วันเดียว ตลาดหุ้นตกกว่า 100 จุด มูลค่าตลาดเสียหายวันเดียวกว่า 8 แสนล้านบาท เย็นวันเดียวกัน หลังปิดตลาดไปแล้ว <strong>ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล</strong> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศ <strong>“ในส่วนของการนำเงินเข้ามาลงทุนในหุ้น จะไม่มีการกันสำรองฯ 30 เปอร์เซ็นต์”</strong> ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของกองทุนโลก ที่นำเงินเข้ามาในประเทศไทยแต่แรกนั่นเอง แสดงว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้มีการแก้ปัญหาแต่อย่างใด <strong><span>เป็นการยอมจำนนและยอมแพ้ต่อปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า<br />
</span></strong>      <br />
       <strong>วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการ 4 ข้อ</strong> เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องท่วมระบบอีก ก็แก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนเดิม คงยากที่จะทำให้ปัญหายุติลงได้</p>
<p><span style="color: #ccff99;">.<br />
</span>       <br />
       <strong>นายกฯ ชวน หลีกภัย และรมว.คลัง นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในรัฐบาลชวน 1</strong> เป็นผู้ตั้งกลต.ในปี 2535 ที่นำระบบ Maintenance margin และ forced sell ใช้ในตลาดหุ้น ที่นำวิกฤตและความย่อยยับมาสู่ประเทศไทย ถึงทุกวันนี้</p>
<p> <img src="http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/120/1120/images/bot5.jpg" alt="" /><br />
       <br />
       แท้จริงแล้วไม่ได้มีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะบอกว่าปัญหายุติแล้วไม่ได้ ปัญหายังคงอยู่ หากแก้ปัญหาได้ถูกต้องก็ไม่ต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 แต่นี่ประเทศไทยตั้งเข้าไอเอ็มเอฟอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าครั้งแรกมาก หากเป็นเช่นนี้ การต้องเข้าไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 3 ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้</p>
<p><span style="color: #ccff99;">.</span></p>
<p>       ความวัวหลายๆตัวยังไม่หาย ความควายมากกว่าเดิมหลายตัวเข้ามาแทรกประเทศไทย</p>
<p><strong>       ประขาธิปัตย์อีก</strong></p>
<p>       <strong>อีก 18 ปีถัดมา นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากการแนะนำของรมว.คลัง นายกรณ์ จาติกวณิช</strong> เป็นผู้แต่งตั้ง <strong>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล <span>อดีตเลขาที่การกลต.</span> <span>ที่เป็นลูกจ้างบริษัทต่างชาติ</span></strong> มาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย</p>
<p>       <strong>ดูเหมือนเป็นการกลับมาของทีมการเมืองและคนที่เป็นต้นเหตุของการย่อยยับชาติ<br />
</strong>      <br />
      <span style="font-size: small;"><strong> <span>แต่หากการกลับมาของดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล แล้วสามารถแก้ปัญหาได้ถูกทิศทาง ก็จะเป็นการไถ่บาปที่ทำไว้ครั้งก่อน และจะเป็นบุญต่อประเทศชาติแบบหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้</span> </strong></span></p>
<p><span style="color: #ccff99;">.<br />
.<br />
</span>ปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจาก: <strong>การกลับมาของคนย่อยยับชาติ</strong> <a href="http://bit.ly/dqqQio">http://bit.ly/dqqQio</a></p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.<br />
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท<br />
<a href="http://twitter.com/indexthai"><span style="font-size: small;">http://twitter.com/indexthai</span></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/07/13/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%8a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สะเก็ดการเมือง : ปลุกประฌามคนโกง</title>
		<link>http://www.thammapiban.com/2010/07/12/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.thammapiban.com/2010/07/12/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Jul 2010 11:47:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความน่าสนใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thammapiban.com/?p=907</guid>
		<description><![CDATA[ที่รัฐสภา วันที่ 9 ก.ค. มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยนายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเป็นห่วงปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาล โดยเฉพาะในโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาทอ่านต่อ
ที่รัฐสภา วันที่ 9 ก.ค. มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยนายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเป็นห่วงปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาล โดยเฉพาะในโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท ขณะนี้ได้เกิดค่านิยมการยอมรับการทุจริตหากประชาชนได้ประโยชน์ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปลุกจิตสำนึกด้านความซื่อสัตย์สุจริต โดย ครม. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้ง เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมและปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม เราต้องไม่ยอมรับและต้องร่วมกันประณามคนทุจริต ไม่ว่าจะระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไปจนถึงระดับประเทศ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่รัฐสภา วันที่ 9 ก.ค. มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยนายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเป็นห่วงปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาล โดยเฉพาะในโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท<a href="http://www.ryt9.com/s/bmnd/938761">อ่านต่อ</a><span id="more-907"></span></p>
<p>ที่รัฐสภา วันที่ 9 ก.ค. มีการจัดสัมมนาระดมความคิดเพื่อจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยนายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเป็นห่วงปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาล โดยเฉพาะในโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท ขณะนี้ได้เกิดค่านิยมการยอมรับการทุจริตหากประชาชนได้ประโยชน์ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปลุกจิตสำนึกด้านความซื่อสัตย์สุจริต โดย ครม. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้ง เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมและปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม เราต้องไม่ยอมรับและต้องร่วมกันประณามคนทุจริต ไม่ว่าจะระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ไปจนถึงระดับประเทศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thammapiban.com/2010/07/12/%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
